Official Update :

“บลจ.ลูกแบงก์” ต้องยืนได้ด้วยตัวเอง...เมื่อโมเดล ‘ธุรกิจแบงก์’ เริ่มเปลี่ยน !!!

ช่วง 4 เดือนแรก ทิศทางตลาดหุ้นไทยดูสดใสในท่ามกลาง ‘COVID-19 ระลอก 3ที่กลับมา “ผลตอบแทนรวมตลาดหุ้นไทย (SET TRI)” อยู่ที่ 10.72%


ในขณะที่อุตสาหกรรมกองทุนรวมไทยเองก็มีสินทรัพย์สุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 5.23 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 3.83%


แต่ภาพรวมของกลุ่ม “บลจ.ลูกแบงก์” ซึ่งครองส่วนแบ่งการตลาดรวมกันมากถึง 78.69% กลับโตอืดเฉลี่ยเพียง 2.97% แพ้อุตสาหกรรมโดยรวม


วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีข้อมูลที่น่าสนใจมาอัพเดทกัน



“บลจ.ทิสโก้” แชมป์เติบโตสูงสุด 29.77
%...ในขณะที่ “บลจ.ไทยพาณิชย์” 4 เดือนแรกไม่โต

“บลจ.ลูกแบงก์” ถือเป็นกลุ่มบลจ.ที่มีส่วนแบ่งการตลาดในตลาดกองทุนรวมสูงสุดมายาวนานต่อเนื่องเคยมีสัดส่วนสูงถึงระดับ 90% แต่ปัจจุบันด้วยโมเดลธุรกิจของแบงก์แม่ที่ต่างไปจากเดิม บางบลจ.ก็ถูกขายออกเปลี่ยนมือไปสู่กลุ่มผู้ถือหุ้นใหม่ที่ไม่ใช่แบงก์


แต่ “บลจ.ลูกแบงก์” ก็ยังคงเป็นบลจ.ที่มีส่วนแบ่งการตลาดในธุรกิจกองทุนรวมสูงสุดอยู่นั่นเอง ปัจจุบันมีอยู่ 8 บลจ. มีส่วนแบ่งการตลาดรวมกัน 78.69% ลดลงจากสิ้นปี20 ที่ 79.35% เป็นผลจากเครือข่ายในการขายของแบงก์แม่เป็นสำคัญ


“ยอดขายของ ‘บลจ.ลูกแบงก์ส่วนใหญ่ก็แน่นอนมาจากแบงก์แม่ และตัวบลจ.เองในฐานะลูกเมื่อผลประกอบการออกมามีกำไรก็นำส่งกลับเป็น เงินปันผล กลับไปให้กับแบงก์แม่ด้วยเช่นกัน”





ในช่วง 4 เดือนแรก กลุ่ม “บลจ.ลูกแบงก์” มีสินทรัพย์สุทธิกองทุนรวมทั้งสิ้น 4.12 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.97%  น้อยกว่าอุตสาหกรรมที่โต 3.83% โดยมีบลจ.ที่โตกว่าค่าเฉลี่ยและแพ้ค่าเฉลี่ยเท่ากันอย่างละ 4 บลจ. คิดเป็นครึ่ง-ครึ่ง


โดยบลจ.ลูกแบงก์ที่มีการเติบโตสูงสุดในช่วง 4 เดือนแรกปี21 นี้ ได้แก่ “บลจ.ทิสโก้” มีสินทรัพย์สุทธิ 68,984.86 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29.77% ในขณะที่ “บลจ.ไทยพาณิชย์” มีการเติบโตน้อยสุดในกลุ่มมีสินทรัพย์สุทธิ 940,942.67 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย -0.09%



“บลจ.กสิกรไทย” แชมป์ส่วนแบ่งการตลาดสูงสุด 21.70
%

สำหรับ “บลจ.ลูกแบงก์” ที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดนั้น เรียงตามลำดับดังนี้

1.“บลจ.กสิกรไทย”                         มีส่วนแบ่ง 21.70%

2.“บลจ.ไทยพาณิชย์”                      ส่วนแบ่ง   17.99%

3.“บลจ.บัวหลวง”                           ส่วนแบ่ง  14.69%

3.“บลจ.กรุงไทย”                           ส่วนแบ่ง  12.84%

4.“บลจ.กรุงศรี”                             ส่วนแบ่ง   7.59%

5.“บลจ.ทิสโก้”                              ส่วนแบ่ง   1.32%

6.“บลจ.เกียรินาคินภัทร”                  ส่วนแบ่ง   1.40%

7.“บลจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์”              ส่วนแบ่ง   1.17%


“ปัจจุบันโมเดลในการทำธุรกิจของแบงก์หลายแห่งก็เริ่มปรับเข้าสู่ ‘Open Architecture’ ที่มีการขายกองทุนให้หลากหลายบลจ. ไม่เฉพาะแต่ของบลจ.ลูกแบงก์เพียงอย่างเดียว เพราะในการขายกองทุนนั้นแบงก์เองก็จะได้ ค่าธรรมเนียม ไม่ต่างกันกับการขายให้กับบลจ.ลูกแต่ประการใด (ขายให้บลจ.ไหนก็ได้ตังก์) และแบงก์หลายแห่งก็เลือกขายบลจ.ลูกออกไป ซึ่งก็มีตัวอย่างให้เห็นมาแล้วเช่นกัน ซึ่งแนวคิดนี้ในแบงก์บางแห่งก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าจะไม่เลือกทำหากเกิดประโยชน์สูงสุดกับแบงก์จริงๆ”


นั่นอาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่เราเห็น “บลจ.ลูกแบงก์” ได้พัฒนาช่องทางการขายอื่นๆ เพิ่มเติมนอกจากการขายตรงของตัวเอง (นอกเหนือจากสาขาแบงก์แม่) ไม่ว่าจะเป็นดิจิทัลแพลทฟอร์ม, Mobile App, การขายผ่านตัวแทนอิสระ ตลอดจนช่องทางการขายผ่าน Selling Agent ที่เป็นบล. หรือบลน.ก็ตาม เพราะการทำธุรกิจได้โดยยืนบนขาตัวเองได้นั้น น่าจะเป็นคำตอบที่ยั่งยืนที่สุดให้กับบลจ.กลุ่มนี้นั่นเอง หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจอยู่บ้างไม่มากก็น้อย

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’