Official Update :

กระจายความเสี่ยงไปใน ‘ตราสารหนี้โลก’-เพิ่มโอกาสของผลตอบแทนกับ...“Global Bond” !!!

ผลิตภัณฑ์การลงทุนอย่าง “ตราสารหนี้” เอง ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่ไม่ชื่นชอบความเสี่ยงเหมือนการลงทุนใน “ตราสารทุน (หุ้น)” เพราะตราสารหนี้นั้นด้วยผลตอบแทนที่มีการจ่ายตามคูปองหน้าตั๋วและความผันผวนที่ต่ำจึงทำให้เป็นสิ่งที่ควรจะมีติดพอร์ตลงทุนไว้


แต่อย่างที่เราทราบกันดีว่า ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดจากไวรัส COVID-19 ได้ทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำเพื่อพยุงเศรษฐกิจและช่วยแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ


ทำให้ผลตอบแทนจากตราหนี้ไม่ว่าจะเป็นหุ้นกู้เอกชนและพันธบัตรรัฐบาลชุดใหม่ นั้นมียีลด์ (Yield) ที่ต่ำไปด้วย จึงเป็นสิ่งสะท้อนให้ความน่าสนใจในช่วงที่ผ่านมาอยู่ระดับที่ต่ำลงเรื่อยๆ


แต่ด้วยสัญญาณของ Bond Yield ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ก็ได้ทำให้นักลงทุนเห็นถึงสัญญาณอย่างการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะทำให้ผลตอบแทนจากตราสารหนี้เพิ่มสูงขึ้นไปด้วยและอาจทำให้ความน่าสนใจกลับขึ้นมาอีกครั้ง


ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงขอโอกาสนี้นำเสนอข้อมูลกองทุนอย่าง Global Bond” ถึงด้านผลดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมาว่าเป็นอย่างไร มาแชร์แก่นักลงทุนที่สนใจหรือคนอ่านกันในครั้งนี้



“กอง
SCBAUD” แชมป์กลุ่ม ‘Global Bond’ โชว์ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 6.26%

เช่นเดียวกับ “หุ้น” ในส่วนของ “ตราสารหนี้” เองนั้น มองออกไปนอกประเทศไทยก็มีตราสารหนี้ให้เลือกลงทุนมากมายหลากหลายและในบางภูมิภาคหรือบางตราสารผลตอบแทนก็ดีกว่าในประเทศในปัจจุบันด้วย ไม่เพียงจุดเด่นในเรื่องของความหลากหลายของตราสารหนี้แล้ว


“ในเรื่องของอายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ (Duration) ของตราสารหนี้ กลุ่ม Global Bond” ส่วนใหญ่จะมีความยาวมากกว่ากองทุนตราสารหนี้ในประเทศอย่างชัดเจน (ยกเว้นกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุเฉลี่ยระยะสั้น) ซึ่งสามารถนำไปใช้จัดพอร์ตกระจายการลงทุนในตราสารหนี้ของผู้ลงทุนได้เป็นอย่างดี”


โดยทางเราจะหยิบยก 5 กองทุน Global Bond ที่ผลการดำเนินงานตั้งแต่ช่วงต้นปีถึงปัจจุบันที่สูงสุดในกลุ่ม ว่ามีหน้าตาเป็นอย่างไรและมีนโยบายการลงทุนที่น่าสนใจมากน้อยเพียงใด


สำหรับกองทุนที่มีผลงานสูงสุดหรือโดดเด่นสุดในกลุ่มมีชื่อว่า “กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ตราสารหนี้ระยะสั้นและเงินฝากสกุลเงินออสเตรเลีย” หรือ “SCBAUD” จาก บลจ.ไทยพาณิชย์ด้วยผลตอบแทน 6.26%


“กองทุนมีนโยบายการลงทุนตั้งแต่ ตราสารแห่งหนี้ระยะสั้นทั้งภาครัฐ ภาคสถาบันการเงิน ภาคเอกชนชั้นดี ไปจนถึงหน่วยลงทุนของกองทุนรวมตราสารหนี้ที่ได้เสนอขายในต่างประเทศหรือเงินฝากในต่างประเทศ ในรูปสกุลเงินออสเตรเลียดอลลาร์หรือสกุลเงินต่างประเทศอื่นใดโดยกองทุนจะทำการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินต่างประเทศนั้นเทียบกับสกุลเงินออสเตรเลียดอลลาร์ ซึ่งการลงทุนจะส่งผลให้มี net exposure ที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่างประเทศโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV





อันดับถัดมาก็ยังเป็นกองจาก บลจ.ไทยพาณิชย์ ที่มีชื่อว่า “กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ ตราสารหนี้ระยะสั้นต่างประเทศ (SCBFST) ด้วยผลตอบแทน 3.70%


“ซึ่งนโยบายหลักของกองทุนนั้น จะลงทุนในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินที่เสนอขายในต่างประเทศ เช่น ตราสารแห่งหนี้ระยะสั้นทั้งภาครัฐ ภาคสถาบันการเงิน ภาคเอกชน เงินฝาก และหน่วยลงทุนของกองทุนรวมตราสารแห่งหนี้ เป็นต้น ตลอดจนหลักทรัพย์อื่นและทรัพย์สินอื่นหรือหาดอกผลโดยวิธีการอื่นอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ตามที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. หรือสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. ประกาศกำหนด หรือเห็นชอบให้กองทุนลงทุนได้ ซึ่งจะส่งผลให้มี net exposure ที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่างประเทศโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV”


อันดับ 3 มีชื่อว่า “กองทุนเปิด ทิสโก้ ยูเอส ตราสารหนี้ระยะสั้น (TUSFIX)” จาก บลจ.ทิสโก้ ด้วยผลตอบแทน 3.40%


“กองทุนมีนโยบายเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน ‘SPDR BLOOMBERG BARCLAYS 1-3MONTH T-BILL ETF’ (กองทุนหลัก) ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกา (USD) ซึ่งเป็นกองทุนรวมอีทีเอฟ ที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (New York Stock Exchange, “NYSE Arca”) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน”


โดยกองทุน SPDR BLOOMBERG BARCLAYS1-3 MONTH T-BILL ETF มีวัตถุประสงค์ในการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนของกองทุน (ก่อนหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายทั้งหมด) ให้ใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนี ‘Bloomberg Barclays 1-3Month U.S. Treasury Bill’ ซึ่งเป็นดัชนีที่ประกอบด้วยตั๋วเงินคลังประเทศสหรัฐอเมริกาประเภทไม่จ่ายดอกเบี้ย (Zero-Coupon) ที่ออกมาทั้งหมด มีอายุของตราสารคงเหลือ มากกว่า 1 เดือน แต่ไม่เกิน 3 เดือน ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในอันดับที่สามารถลงทุนได้ และมีมูลค่าหน้าตั๋วอย่างน้อย 250 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา กองทุนดังกล่าวบริหารและจัดการโดย ‘SSGA Funds Management, Inc.’


มาถึง 2 อันดับสุดท้ายจาก บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) ที่มีชื่อว่า “กองทุนเปิด ยูไนเต็ด อินคัม ฟันด์” หรือ UINC โดยเป็นกองชนิดหน่วยลงทุนชนิด รับซื้อคืนหน่วยลงทุนแบบดุลยพินิจของผู้ลงทุน (UINC-N)’ และหน่วยลงทุนชนิด รับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติ (UINC-A)’ ตามลำดับ ด้วยผลตอบแทน 2.77% เท่ากัน


“ซึ่งทั้ง 2กองจะมีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศ ชื่อ ‘JPM Income Fund C (acc) – USD’ (กองทุนหลัก) ที่บริหารจัดการโดย ‘JPMorgan Asset Management (Europe)’ เพียงกองทุนเดียวโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของNAV


โดยกองทุนหลักมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างกระแสรายได้อย่างสม่ำเสมอผ่านการลงทุนไปในตราสารหนี้โดยจะมีการกระจายการลงทุนไปยังตราสารหนี้ประเภทต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนทั่วโลกไม่น้อยกว่า 67% ของ NAV อย่างไรก็ตามกองทุนอาจลงทุนใน กองทุนอาจลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives), สัญญาซื้อขายล่วงหน้า เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) ไม่น้อยกว่า 90% ของมูลค่าเงินลงทุนในต่างประเทศ


ผลการดำเนินงานของแต่ละกองทุนก็เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากปัจจัยต่างๆ ที่เข้ามา ซึ่งการจะมีติดพอร์ตการลงทุนไว้ก็คงจะไม่แย่มากนัก เพราะการลดความเสี่ยงอย่างการกระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ก็เป็นหนึ่งในคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนที่พูดถึงกันอยู่เสมอๆ

กฤษฎิ์ รัตนธีระธาดา