Official Update :

ชี้ “ตราสารหนี้จีน”...เป็นอีกหนึ่งเป้าหมายของนักลงทุนทั่วโลก!!!

ในภาวะ “อัตราดอกเบี้ยระดับต่ำ” ด้วยนโยบายการเงินและการคลังต่างๆ ของภาครัฐเพื่อพยุงเศรษฐกิจในยามที่เกิดวิกฤติ จนทำให้สินทรัพย์การลงทุนที่เกี่ยวเนื่องอย่างตราสารหนี้นั้นได้รับผลกระทบจนอัตราผลตอบแทนต่ำตามไปด้วย


จึงทำให้นักลงทุนไม่น้อยเลือกที่จะมองข้ามหรือหลีกเลี่ยงการลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า แม้ว่าจะเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นก็ตาม


แต่ไม่นานมานี้ ได้มีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.)ในไทย เพิ่มทางเลือกการลงทุนในผลิตภัณฑ์ตราสารหนี้โดยได้ออก “กองทุนตราสารหนี้จากจีน” ซึ่งหลายคนอาจเกิดความสงสัยว่ากองทุนดังกล่าวมีความน่าสนใจกว่าออกตราสารหนี้อื่นๆ อย่างไร


ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ ขอโอกาสนำมุมมองของผู้เชี่ยวชาญที่มีต่อตลาดตราสารหนี้จีน ว่ามีความน่าสนใจมากน้อยเพียงใดและแนวโน้มของตลาดเป็นอย่างไร มาแชร์ให้แก่ผู้ที่สนใจและคนอ่านกันในครั้งนี้





บทบาท “เงินหยวน” ที่มากขึ้น...ช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้ “ตลาดตราสารหนี้จีน”

ปัจจุบันมี “กองตราสารนี้จีน” ในอุตสาหกรรมกองทุน 2 กอง ที่เพิ่งนำเสนอเป็นทางเลือกให้กับนักลงทุนไทยช่วงเดือนที่ผ่านมานี้เอง ได้แก่ “กองทุนเปิดเคแททม ไชน่า บอนด์ ฟันด์ (KT-CHINABOND)” ของ บลจ.กรุงไทย และ “กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี ไชน่า บอนด์ (MCBOND)” ของ บลจ.เอ็มเอฟซี ซึ่งทั้ง 2 กองทุนไปลงทุนในกองทุนหลักเดียวกัน ได้แก่ ‘BGF China Bond Fund’


“เป็นการเข้าไปลงทุนในประเทศจีนในอีกรูปแบบหนึ่ง นอกจาก กองหุ้นจีนที่นักลงทุนไทยคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะถือเป็นตลาดที่ยังคงให้อัตราผลตอบแทนที่คอ่นข้างดีเมื่อเทียบกับตลาดอื่นในโลก”


โดย ชวินดา  หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ  บลจ.กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้ให้มุมมองว่าตลาดตราสารหนี้จีนในปัจจุบันว่า ถือเป็นตลาดสินทรัพย์ใหญ่ที่ทวีความน่าสนใจขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความสำคัญของสกุล “เงินหยวน” ซึ่งจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในระบบการเงินโลกอย่างมากในอนาคต ทำให้ความต้องการถือครองสินทรัพย์ในรูปแบบสกุลเงินหยวนโดยผ่านการลงทุนในตราสารหนี้นั้นกลายเป็นเป้าหมายในการลงทุนของนักลงทุนทั่วโลก



(ชวินดา  หาญรัตนกูล)



“รวมถึงแนวโน้มอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ของจีนในรูปสกุลเงินหยวนมีแนวโน้มสูงกว่าตราสารหนี้ในตลาดที่พัฒนาแล้ว ในขณะเดียวกันผลตอบแทนส่วนใหญ่ของตราสารหนี้ทั่วโลกที่สามารถให้ผลตอบแทนมากกว่า 2.5% นั้นส่วนมากจะอยู่ในตลาดจีนเป็นส่วนใหญ่”


ในส่วน “อัตราการผิดนัดชำระหนี้” เอง ของตราสารหนี้จีนถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนการผิดนัดชำระหนี้ระหว่างภูมิภาคหลักอื่นๆ และเมื่อดูจากสภาวะการณ์ตลาดตราสารหนี้และทิศทางแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ ณ ปัจจุบัน ตลาดตราสารหนี้จีนจึงเป็นทางเลือกการลงทุนเพื่อตอบโจทย์ให้กับนักลงทุนและเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีในการกระจายความเสี่ยงของพอร์ต



แม้ “ตลาดตราสารหนี้” โดยรวมไม่น่าสนใจ...แต่หากโฟกัสให้ดีก็ยังหาโอกาสได้

ฟาก  “คมสัน ผลานุสนธิ” กรรมการบริหาร ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการตลาดและผลิตภัณฑ์ บลจ. แอสเซท พลัส จำกัด ได้ให้มุมมองว่า ตลาดตราสารหนี้โดยรวมอาจจะดูไม่น่าสนใจนัก แต่หากดูเป็นรายภูมิภาคหรือรายประเทศก็ยังที่ให้พอลงทุนได้ โดยเฉพาะ “ประเทศจีน” ที่ปัจจุบันอัตราผลตอบแทนค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับตลาด หรืออยู่ที่ราว 3-4%



(คมสัน ผลานุสนธิ)



“ซึ่งปัจจัยที่สนับสนุนให้อัตราผลตอบแทนสูง มาจากตัวนโยบายอัตราดอกเบี้ยของประเทศยังอยู่ในระดับที่สูง และบริษัทจดทะเบียนของจีนที่ส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับการยอมรับในเชิงสากล ทำให้เครดิตเรตติ้งถูกกดให้อยู่ในระดับต่ำจึงทำให้บริษัทต้องจ่ายดอกเบี้ยที่สูงขึ้นแก่ผู้ลงทุน”


จึงถือเป็นโอกาสการลงทุนที่ดี เพราะถ้านักลงทุนเข้าใจถึงสถานการณ์และการดำเนินธุรกิจของบริษัทที่จะเติบโตได้ในระยะยาว ซึ่งในปัจจุบันบริษัทขนาดใหญ่บางธุรกิจในประเทศจีนมีอัตราการจ่ายดอกเบี้ยที่แพงกว่าประเทศไทย แต่อย่างไรก็ดีผู้ที่ลงทุนจะต้องทำการศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน


ตลาดสารหนี้จีน แม้ว่าจะอาจจะได้ถูกพูดถึงหรือได้รับความสนใจมากนักในช่วงที่ผ่านมา แต่ในสถานการณ์ที่นโยบายอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกค่อนข้างต่ำ การจะมองหาโอกาสการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ก็คงเป็นเรื่องยากพอสมควร ทำให้การจะหาโอกาสที่ลงทุนการในตลาดที่ผลตอบแทนที่สูงกว่าในกลุ่มก็เป็นสิ่งที่จำเป็นเช่นกัน

กฤษฎิ์ รัตนธีระธาดา