Official Update :

แนะ “ปรับพอร์ต” ให้สอดคล้องกับ “เป้าหมาย” การลงทุน !!!

ในขณะที่เรากำลังก้าวเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของปี 2564 เมื่อเรามองย้อนหลังไปดูตั้งแต่ต้นปีจะเห็นได้ว่า “หุ้นทั่วโลก” ยังคงมีการเติบโตได้ตามแนวโน้มเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว โดยดัชนี MSCI  All Country World Index ซึ่งสะท้อนผลตอบแทนของหุ้นทั่วโลกพบว่า ตั้งแต่ต้นปีการลงทุนในหุ้นทั่วโลกสามารถสร้างผลตอบแทนได้ถึง 10.09% เลยทีเดียว (ที่มา :MSCI, ข้อมูล ณ วันที่ 31 พ.ค. 2564)  


“ในขณะเดียวกัน ‘ดัชนีหุ้นไทย(SET Index)ก็ไม่น้อยหน้ามีการปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ถึง 9.95% นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงสิ้นเดือนพ.ค.ซึ่งถึงแม้ว่าความผันผวนในตลาดหุ้นจะอยู่ในระดับที่สูง แต่จากการที่ตัวเลขในการกระจายวัคซีน Covid 19 มีแนวโน้มที่ดีขึ้น ก็ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจรวมถึงตลาดหุ้นปรับตัวดีขึ้นตามเช่นกัน”


อย่างไรก็ตาม แม้ว่าภาพรวม “ตลาดหุ้นทั่วโลก” มีการปรับตัวสูงขึ้นกว่า 10% ถ้าเราลองมองเข้าไปดูในไส้ในแล้วจะพบว่าการปรับตัวของหุ้นไม่ได้ทำได้ดีในทุกกลุ่ม เราจึงได้ยินคำว่า sector rotation (ยังคงลงทุนในหุ้นอยู่ แต่ทำการปรับเปลี่ยนกลุ่มหุ้นที่ลงทุน) ค่อนข้างบ่อยในช่วงครึ่งปีแรก เราจึงยังคงจำเป็นในการเลือกหุ้นหรือกองทุนที่ถูกต้องเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่คาดหวังไว้”


นอกเหนือจากการติดตามสภาวะการลงทุนแล้ว วันนี้เรามาลองทำขั้นตอนง่ายๆ ในการเช็คพอร์ตการลงทุนเพื่อรองรับสถานการณ์การลงทุนในช่วงครึ่งปีหลังกันดูครับ





Step 1: “ดูพอร์ต” ปัจจุบัน

เราควรดู “มูลค่าพอร์ต” การลงทุนปัจจุบันว่าหน้าตาเป็นอย่างไร โดยเริ่มตั้งแต่สัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ เช่น หุ้น ตราสารหนี้ ตราสารทางเลือก แล้วค่อยลงไปดูว่าหุ้นหรือกองทุนหุ้นที่มีอยู่ประกอบด้วยอะไรบ้าง ยกตัวอย่างเช่น สัดส่วนการลงทุนปัจจุบันมีหุ้น 60% และตราสารหนี้ 40%  ในขณะที่การลงทุนในหุ้นเองประกอบไปด้วย กองทุนหุ้นโลก 40% กองทุนหุ้นจีน 30% กองทุนหุ้นยุโรป 30%


“แต่เนื่องจากพอร์ตการลงทุนของเรามีการเปลี่ยนแปลงไปตามตลาดอยู่เสมอ สิ่งที่ต้องทำการบ้านตรงนี้คือ การอัพเดตข้อมูลมูลค่าการลงทุนให้เป็นปัจจุบัน ถ้าเป็นหุ้นก็นำราคาหุ้นล่าสุดมาบันทึก ในขณะที่ถ้าเป็นกองทุนก็ใช้ NAV มาบันทึกข้อมูลนั้นเอง”



Step 2: “วิเคราะห์ตลาด”...เพื่อปรับพอร์ต

“การวิเคราะห์ตลาด” ขึ้นอยู่กับทรัพย์สินที่เราลงทุนหรือหากเราไม่มีเวลาในการศึกษามากนัก เราก็สามารถลงทุนผ่าน “กองทุนรวม” โดยให้ทางผู้จัดการกองทุนเป็นผู้พิจารณาและวิเคราะห์ตลาดแทนเรา


นอกจากเราจะต้องพิจารณาถึงสภาวะตลาดแล้ว เราต้องคำนึงถึง ระยะเวลา การลงทุนที่เรากำหนดไว้ด้วย เช่น ถ้าเรามีแผนที่จะใช้เงินเพื่อการเกษียณในอีก 1 ปีข้างหน้า มุมมองการลงทุนอาจจะต้องพิจารณาให้สอดคล้องกัน เพื่อจะทำให้การปรับพอร์ตการลงทุนเหมาะสมกับตัวเราเองมากที่สุด



Step 3: “ปรับพอร์ต”...ให้ตรงตามเป้าหมาย

ต้องอย่าลืมว่า “พอร์ตการลงทุน” ของเราควรสอดคล้องกับ “เป้าหมาย” การลงทุน ถ้าช่วงที่ผ่านมาสัดส่วนการลงทุนของเรามีการเปลี่ยนแปลงจากการขึ้นลงของตลาดโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจกรณีที่สถานการณ์และมุมมองการลงทุนระยะยาวยังเหมือนเดิม เราอาจทำการปรับเปลี่ยนสัดส่วนการลงทุนกลับมาเหมือนเดิมตอนเริ่มลงทุนก็สามารถทำได้


“แต่ถ้ามุมมองการลงทุนของเราเปลี่ยนแปลงไป หรือมีสิ่งที่น่าสนใจใหม่ๆ เพิ่มขึ้น เราก็ใช้โอกาสนี้ในการปรับเปลี่ยนพอร์ตให้เหมาะสมกันเรามากยิ่งขึ้นเช่นกัน”


“การปรับสัดส่วนการลงทุน” นอกจากจะทำให้พอร์ตการลงทุนของเรามีความพร้อมกับสถานการณ์ในอนาคตและตรงตามเป้าหมายอยู่เสมอ ยังเป็นการช่วยแบ่งผลกำไรสำหรับตราสารที่ทำผลตอบแทนได้ดีออกมาอีกด้วย


Tip: เราควร “แยกพอร์ตการลงทุน” ตามเป้าหมายที่เราตั้งไว้ เช่นพอร์ตเพื่อการเกษียณ พอร์ตเพื่อการศึกษาบุตร เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการพอร์ตการลงทุนของเราเอง


เทคนิค “การทบทวนพอร์ต” การลงทุนสามารถขยายไปถึงการสุขภาพการเงินของเราทั้งหมดได้เช่นเดียวกัน เช่นปัจจุบันเรามีเงินสด บ้าน รถยนต์ สินทรัพย์ลงทุน อยู่เป็นจำนวนเท่าใด และควร “ปรับสัดส่วน” การถือครองสินทรัพย์แต่ละประเภทของเราเพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินชีวิตของเราในอนาคตครับ

ธเนศ ฟังมงคล

ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายธุรกิจตัวแทนขาย สายพัฒนาธุรกิจ บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการให้คำแนะนำการลงทุนโดยมีประสบการณ์ในวงการตลาดทุนมากกว่า 15 ปี อยากให้ทุกคนเข้าใจการจัดการทางการเงิน และมีสุขภาพทางการเงินที่ดีขึ้นจากการลงทุน