Official Update :

ชู “สหรัฐ-ยุโรป” 2 ตลาดดาวเด่น...ส่วน “ตลาดเกิดใหม่” ถูกกดดันจาก ‘นโยบายการเงินเข้มงวด’ ของสหรัฐ!!!

“QE Tapering” ยังเป็นสิ่งที่นักลงทุนทั่วโลกจับตาอย่างใกล้ชิด ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนออกมาในการประชุม “ธนาคารกลางสหรัฐ (FED)” วันที่ 21 –22 ก.ย. 21 นี้ 


ซึ่งอาจกดดันให้ “ตลาดหุ้นทั่วโลก” มีการปรับฐานลงมาได้เช่นกัน


ในส่วนของ “หุ้นสหรัฐ” เอง “ดัชนี S&P500” ยังคงเดินหน้าปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากเทียบกับวันที่ 23 มี.ค. 20 ซึ่งเป็นวันที่หุ้นสหรัฐร่วงลงต่ำสุดจากวิกฤติ COVID-19 พบว่า ดัชนี S&P500 ปรับขึ้นมา เท่าตัว แล้ว


ทำให้นักลงทุนเกิดคำถามตามมาว่า ถ้าอยากเข้าไปลงทุน “หุ้นสหรัฐ” ตอนนี้ยังสามารถลงทุนได้หรือไม่?...ราคาแพงเกินไปแล้วหรือยัง?


วันนี้ ทีมงาน โต๊ะกองทุน Wealthythai’ มีมุมมองที่น่าสนใจจาก “ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน” มาอัพเดทให้ฟังกัน



จับตา
“ประชุม FED” เดือน ก.ย. จ่อหั่น QE…จุดชนวน “หุ้นโลกปรับฐาน” 

โดย “คมศร ประกอบผล” หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) มองว่า ในช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นทั่วโลกปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยแรงผลักดันจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย และอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ แต่หลังจากนี้ภาพการลงทุนอาจเปลี่ยนไป หาก “ธนาคารกลางสหรัฐ (FED)” ส่งสัญญาณเดินหน้านโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น และแน่นอนว่าในระยะสั้นหุ้นทั่วโลกจะปรับฐานรับข่าวดังกล่าว ซึ่งคาดว่า FED จะเริ่มส่งสัญญาณเดินหน้านโยบายการเงินที่เข้มงวดในการประชุมวันที่ 21 –22 ก.ย. 21 นี้ โดยจะเปิดเผยคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจ และคาดการณ์อัตราดอกเบี้ย (Dot Plot) ของปี 2024 เป็นครั้งแรก 



(คมศร ประกอบผล)



“หาก
 FED ส่งสัญญาณลดการอัดฉีดสาภพคล่อง (QE) รวมถึงส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยแรงในปี 2024 ต่อเนื่องจากที่เคยส่งสัญญาณว่าจะขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้งในปี 2023 ก็อาจจุดชนวนและเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญซึ่งส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับฐานลงได้”



TISCO ESU” ชู “หุ้นยุโรป” น่าสนใจสุด...ในขณะที่ “หุ้นสหรัฐ” อัพไซด์เริ่มจำกัด

นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นของ FED จะกดดันตลาดหุ้น โดยเฉพาะ “ตลาดเกิดใหม่” ที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังค่อนข้างช้า ในขณะที่ “ตลาดหุ้นสหรัฐ” นั้น มองว่ามีโอกาสการปรับขึ้น (Upside) เริ่มจำกัด เนื่องจากมูลค่าหุ้น (Valuation) ที่แพงกว่าตลาดอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด และยังมีความเสี่ยงจากประเด็นการขึ้นภาษีนิติบุคคลที่กำลังเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในสภาและจะเริ่มมีความชัดเจนขึ้นในไตรมาส 4


“สำหรับผู้ที่สนใจลงทุนในช่วงนี้ แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนใน ‘ตลาดหุ้นยุโรป’ เพราะ Valuation ยังดูน่าสนใจกว่าตลาดหุ้นสหรัฐ ในขณะที่เศรษฐกิจเริ่มทยอยฟื้นตัวขึ้นจากการคลาย Lockdown ในหลายประเทศ ส่วนด้านนโยบายเศรษฐกิจยังคงผ่อนคลายกว่าในสหรัฐ โดย ‘ธนาคารกลางยุโรป (ECB)’ ยังคงย้ำว่าจะยังอัดฉีดสภาพคล่องต่อไปจนถึงปีหน้า ประกอบกับงบกระตุ้นเศรษฐกิจจาก ‘Euro Recovery Fund’ ที่จะกระจายเข้าสู่ระบบในปีหน้าจะช่วยหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยโรป”



หุ้นสหรัฐ” ไม่แพง-กำไรซัพพอร์ต...แนะมีไว้ติดพอร์ตและควรเลือก ‘Active Fund’

ในขณะที่ “สันติ ธนะนิรันดร์” ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.บัวหลวง จำกัด (กองทุนบัวหลวง) มองว่า หลังจากที่เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เดือนธ.ค. 20 แต่ถ้านับจากช่วงที่เริ่มฟื้นตัวจนถึงเวลานี้ก็ยังเป็นช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น ตัวแปรที่นักลงทุนชอบดูก่อนลงทุน คือ “ราคาต่อกำไรต่อหุ้น (P/E)” ของหุ้นสหรัฐซึ่งอยู่ในระดับที่สูง แต่ก็มีแนวโน้มลดลง เพราะก่อนหน้านี้ หุ้นปรับขึ้นตามความคาดหวังของนักลงทุนที่มองไปถึงอนาคตที่สดใส  โดยที่ผลประกอบการยังไม่ได้ดีขึ้นตาม เรียกว่า ราคา (P) มา แต่ผลประกอบการ (E) ไม่ได้ขยับตาม ทำให้หุ้นดูราคาไม่สมเหตุสมผล แต่หลังจากนี้ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐจะเริ่มดีขึ้น ดังนั้น จะทำให้ P/E ลดลง อีกประเด็นหนึ่ง คือ ในภาวะดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับที่ต่ำ ค่า P/E ก็สามารถอยู่ในระดับที่สูงกว่าปกติได้



(สันติ ธนะนิรันดร์)



“ที่สำคัญ คือ การจับจังหวะตลาดเป็นสิ่งที่ยากสำหรับนักลงทุน และที่ผ่านมา ผลงานตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุดแห่งหนึ่ง แต่กลับมีความผันผวนที่ค่อนข้างน้อย ดังนั้น นักลงทุนก็ควรมีหุ้นสหรัฐฯ ไว้ในพอร์ต ไม่เพียงเฉพาะด้วยความใหญ่ของสหรัฐ ทั้งในแง่เศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก 22.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 1 ใน 4 ของทั้งโลก หรือ ตลาดหุ้นสหรัฐ ที่มูลค่า บริษัทจดทะเบียนรวมกันเกินครึ่งหนึ่งของทั้งโลก แต่ประเด็นที่สำคัญที่สุด คือ บริษัทที่คิดค้นนวัตกรรม เทคโนโลยีใหม่ๆ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นบริษัทในสหรัฐฯ และบริษัทเหล่านี้เอง คือ ผู้ขับเคลื่อนผลประกอบการที่ดี โดยแนะนำให้เลือกกองทุนที่ บริหารเชิงรุก (Active)’ มุ่งเน้นคัดเลือกหุ้นเติบโตเหมาะกับการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐเวลานี้”


QE Tapering” น่าจะมาก่อนสิ้นปี21 นี้ อาจมีความผันผวนได้ในระยะสั้น แต่อย่างไรก็ตามเชื่อว่ามุมมองของ “ผู้เชี่ยวชาญการลงทุน” เหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อการจัดพอร์ตลงทุนของคุณได้บ้างไม่มากก็น้อย

โต๊ะกองทุน Wealthythai