Official Update :

“หุ้นไทย” ยังน่าสนใจ-แต่ ‘COVID-19’ ระลอกใหม่...พร้อมกดดัชนีดิ่ง 5 – 15% !!!

มองไปในปีหน้าฟ้าใหม่ ‘ปีฉลู-2021’ ยังไม่รู้ว่าจะเป็นปีวัวทอง หรือวัวไฟ แต่โดยภาพรวมแล้วทั่วโลกต่างเชื่อว่าในด้านเศรษฐกิจในภาพรวมน่าจะดีกว่าปีนี้แน่นอน

แต่ ‘ความเสี่ยง’ เดิมๆ ก็ยังคงอยู่ไม่ว่าจะเป็น ‘COVID-19’ และการแจกจ่ายวัคซีนให้ครอบคลุมประชากรโลก หรือ ‘Trade War’ ที่ยังอยู่แต่อาจเปลี่ยนรูปแบบไป

หรือราคาของสินทรัพย์ที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา อาจทำให้มีความผันผวนต่อข่าวและมีโอกาสปรับลงในระหว่างทางได้ รวมถึงความเสี่ยงจากผู้กำหนดนโยบายของแต่ละประเทศ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม “The Show Must Go On” การลงทุนยังคงต้องดำเนินต่อไปในท่ามกลาง ‘โอกาส’และ ‘ความเสี่ยง’ ที่มีอยู่

วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ จะมาอัพเดทแผนที่การลงทุนในปีหน้ามาฝากกัน

“หุ้น” และ “ตราสารหนี้” แพงทั้งคู่...แต่หุ้นยังน่าสนใจกว่าโดยเปรียบเทียบ

ในปี2020 นี้ “ตลาดหุ้น” ส่วนใหญ่ในภาพรวมถือว่าไม่แย่ หลายตลาดปรับตัวขึ้นสูงกว่าช่วงก่อนสะดุ้ง '‘วิกฤติ COVID-19” ไปเรียบร้อยแล้ว เรียกว่าตีคืนพร้อมกำไร บางตลาดก็ขึ้นไปสร้าง ‘จุดสูงสุดใหม่ตลอดกาล (All Time High)’ ไปเลยก็มี อย่าง สหรัฐ เป็นต้น (อันนี้ก็คงไม่นับรวม... ‘หุ้นไทย’ นะ ที่ปีนี้ยังคงไม่สดใสเท่าไรนัก)

“ปีหน้า 2021 ตลาดหุ้นในภาพรวมก็คงจะปรับตัวขึ้นได้ต่อเนื่องตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่อาจไม่ได้ร้อนแรงเหมือนในช่วงปีที่ผ่านมา หลายคนอาจรู้สึกว่า ‘หุ้นแพงไปหรือยัง’ ยังจะไปได้อีกหรือ ต้องมาเปรียบเทียบกับ ‘ตราสารหนี้’ ดู ในภาวะดอกเบี้ยต่ำ ตราสารหนี้เองก็ไม่ถือว่าถูกและค่อนข้างแพงเช่นกัน พอมองโดยเปรียบเทียบกับ ‘Earning Yield Gap : EYG’ ของตลาดหุ้น ยังไงหุ้นก็ยังคงน่าสนใจกว่าตราสารหนี้อยู่นั่นเอง”

“หุ้นสหรัฐ” กลุ่ม ‘หุ้นคุณค่า (Value)’ มีโอกาสทำกำไรดีกว่า ‘หุ้นเติบโต (Growth)’

โดย “บลจ.ทหารไทย (TMBAM Eastspring)” ระบุว่า ปี2021 ‘หุ้นสหรัฐ’ ยังคงเติบโตควบคู่ไปกับฝั่งเอเชีย เนื่องจากเงินทุนอาจไม่ได้ไหลออกจากสหรัฐมากนัก แต่อาจเติบโตน้อยกว่าช่วงที่ผ่านมาเนื่องจากมีการ Reallocate ไปยังกลุ่มประเทศที่ปรับตัวลดลงหรือขึ้นอย่างช้ามากๆ (Underperform) และอาจได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว โดยกลุ่ม ‘หุ้นคุณค่า (Value Stock)’ มีโอกาสทำผลงานได้ดีกว่ากลุ่ม ‘หุ้นเติบโต (Growth Stock)’

“อย่างไรก็ตาม ‘หุ้นเติบโต (Growth Stock)’ เป็นหุ้นที่สามารถเติบโตได้ดีจากความสามารถในการทำไรและปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง แต่อาจจะถูกขายทำกำไรออกมาเป็นช่วง ๆ ได้ จากประเด็นเรื่อง การผลิตวัคซีนต้าน COVID-19 และกฎหมายควบคุมการผูกขาด (Antitrust law) แต่อย่างไรก็ตาม มุมมองการลงทุนโดยรวมยังคงน่าสนใจ โดยเฉพาะช่วงที่มีแรงเทขายออกมา”

“หุ้นเอเชียและจีน” แนวโน้มเติบโต-ราคาต่อมูลค่าหุ้นยังดึงดูดเงินลงทุนทั่วโลก

ส่วน “หุ้นเอเชียและจีน”  นโยบายต่างประเทศของ ‘โจ ไบเดน’ อาจกลับเข้ามาสู่ความร่วมมือ ‘Trans-Pacific Partnership :TPP’ และดึงดูดให้ประเทศอื่นอาจตัดสินใจเข้าร่วมการเป็นสมาชิก TPP ส่งผลให้การค้าและการลงทุนเพิ่มสูงขึ้น ในแง่ปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งกว่าโดยเปรียบเทียบกับภูมิภาคอื่นๆนักวิเคราะห์มีการปรับประมาณการกำไรหุ้นเอเชียเพิ่มขึ้น และในด้านระดับราคาต่อมูลค่าหุ้นเอเชียและหุ้นจีนดูน่าสนใจกว่าโดยเปรียบเทียบกับหุ้นกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (DM)

“นโยบายของจีน มีความเป็น ‘เศรษฐกิจกระแสใหม่ (New Economy)’ มากขึ้น สอดรับกับการเติบโตในอนาคตโดยมีการผลักดันในด้านนวัตกรรม รวมถึงการเติบโตของงบประมาณการลงทุนด้านวิจัยที่จะแซงหน้าสหรัฐ มีแนวโน้มที่เติบโต และน่าสนใจมากขึ้นโดยเฉพาะ China Tech ที่ได้รับการสนับสนุนจากทั้งรัฐและเอกชน”

“REIT/Prioperty Fund” และ “หุ้นกู้” ยังน่าสนใจ

กลุ่ม “กองทุนอสังหาริมทรัพย์ (REIT/Property Fund)” ระดับราคาต่อมูลค่าถือว่าน่าสนใจเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของตัวเองในระยะยาว โดยที่ยังมีโอกาสได้รับประโยชน์จากสภาวะ ‘Search for yield’ ที่ผลตอบแทนสินทรัพย์ปลอดภัยอยู่ในระดับที่ต่ำมาก ในขณะที่ Yield ของกลุ่ม ‘อสังหาริมทรัพย์ไทย (Thai REITs)’ อยู่ที่ 5.4% ในขณะที่กลุ่ม ‘อสังหาริมทรัพย์สิงคโปร์ (Singapore REITs)’ อยู่ที่ 4.2% (ณ วันที่ 14 ธ.ค. 20)

“หากสถานการณ์การควบคุมการแพร่ระบาดดีขึ้น เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว สินทรัพย์กลุ่มนี้ยังเป็นการลงทุนที่น่าสนใจ แม้ว่าอาจจะไม่ได้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างสูงเหมือนผลตอบแทนตลอดช่วง 5 ปีที่แล้วก็ตาม”

ในส่วนของ “ตราสารหนี้” นั้น จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอาจทำให้ต้องมีการออกพันธบัตรเพื่อกู้ยืมในการลงทุน และอาจทำให้อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาล, ตราสารหนี้ (Yield) ปรับตัวสูงขึ้น (มีแรงขายออกมา) โดยมีแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ นโยบาย ‘Buy America’ อาจช่วยสนับสนุนภาคธุรกิจในสหรัฐและอาจส่งผลบวกตราสารหนี้ภาคเอกชนทั้งกลุ่ม ‘ตราสารหนี้คุณภาพดี (Investment Grade)’ และกลุ่มตราสารหนี้กลุ่ม ‘High Yield’ มีความน่าสนใจในการลงทุนมากกว่าพันธบัตรรัฐบาล

“อย่างไรก็ตาม ก็ควรมี ‘พันธบัตรรัฐบาล’ อยู่ในพอร์ตลงทุนเพื่อกระจายการลงทุน แต่อาจปรับลดสัดส่วนลง”

“ระลอกใหม่” COVID-19…ปัจจัยกดดัน ‘หุ้นไทย’ ระยะสั้น

ส่วน “หุ้นไทย” การปรับตัวลงแรงเกิดจากความกังวลต่อสถานการณ์การกลับมาระบาดของ COVID -19 ‘ระลอกใหม่’ ซึ่งประเด็นหลักที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นโดดเด่นตั้งแต่เดือนพ.ย.20 ที่ผ่านมา จากการที่ตลาดหุ้นไทย Laggard ประเทศอื่นในภูมิภาคมานาน ประกอบกับนโยบายการค้าที่เน้นความร่วมมือทางการค้า อย่างไรก็ตามประเมินไว้ในปี 2021 ว่า ‘ข่าวเชิงลบ’ จะทำให้ดัชนีที่ปรับตัวขึ้นแรงอ่อนไหวต่อข่าวเชิงลบมากกว่า และได้ประเมินผลกระทบต่อการระบาดไว้ 3 กรณี

Best Case : (ประเมินโอกาสเกิดขึ้น 50%) ในกรณีนี้คือ ช่วง 1-2 สัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้ติดเชื้อที่ได้ตรวจพบมีโอกาสแพร่เชื้อ COVID-19 ไปยังบุคคลอื่น และพบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นจากเดิมไม่มากนัก ส่งผลให้ง่ายต่อการควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาด จึง ‘ไม่ต้องมีการ Lockdown’ พื้นที่อื่นเพิ่มเติม

“เหตุการณ์นี้อาจส่งผลกระทบต่อการปรับตัวลงของหุ้นไทยในระยะสั้นและลงไม่ลึกมากอาจจะมีการ Panic Sell ช่วงสั้น คาดว่าดัชนีปรับตัวลงประมาณ 5-7%”

Base Case (ประเมินโอกาสเกิดขึ้น 30%) เป็นกรณีที่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นแบบมีนัยยะสำคัญ ส่งผลให้ต้องมีการควบคุมที่เข้มงวดขึ้น มีการ ‘Lockdown’ พื้นที่อื่นเพิ่มเติมจากเดิม การงดกิจกรรมที่เป็นการรวมกลุ่ม เช่น การเฉลิมฉลองปีใหม่ หรือสถานที่ที่มีการรวมกลุ่มกันและเป็นการแออัด

“เหตุการณ์นี้อาจส่งผลกระทบต่อการปรับตัวลงของหุ้นไทยในระยะยาวมากขึ้นกว่ากรณีแรกและดัชนีลงลึกกว่า คาดว่าดัชนีปรับตัวลงประมาณ 7-10%

Worst Case : (ประเมินโอกาสเกิดขึ้น 20%) เป็นกรณีที่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นจำนวนมาก ส่งผลต่อการบริหารงานที่ยากมากขึ้นของภาครัฐ และต้อง ‘Lockdown’ พื้นที่เป็นวงกว้าง ส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นต่อการบริโภคในอนาคต เหตุการณ์นี้อาจส่งผลกระทบต่อการปรับตัวลงของหุ้นไทยโดยลงลึกและอาจส่งผลให้หุ้นไทยฟื้นตัวช้า

“คาดว่าดัชนีปรับตัวลงประมาณ 1 ใน 3 ของช่วงที่ COVID-19 ระบาดเดือนมี.ค. ซึ่งลบกว่า 35% หรือ ปรับตัวลงประมาณ 10-15% จากระดับ 1,480 จุด

จบปี...ถึงเวลาทบทวนพอร์ตลงทุนของตัวเองกันอีกครั้ง เขย่าพอร์ตมองไปในปีหน้า มีอะไรต้องปรับเปลี่ยนหรือไม่ อย่างไร การมีแผนที่เวลาเดินทาง ย่อมทำให้เราไม่พลาดคลาดเคลื่อนออกจากเส้นทาง หวังว่า...ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจอยู่บ้างไม่มากก็น้อย