รู้หรือไม่...จะตัดสินใจเลือก ‘RMF’ หรือ ‘SSF’ ไม่ยากอย่างที่คิด?

ในปีที่ผ่าน ๆ มากองทุนที่สามารถนำมาใช้สิทธิลดหย่อนภาษีมีด้วยกัน 2 ประเภทคือ1. RMF (Retirement Mutual Fund)และ2.LTF (Long Term Equity Fund)และด้วยเงื่อนไขการลงทุนที่เข้าถึงผู้ลงทุนได้ดีกว่า ทั้งนโยบายการลงทุนใน‘หุ้นไทย’ที่คุ้นเคยและเงื่อนไขการถือครองที่น้อยกว่าทำให้ความนิยมใน LTF มีมากกว่า RMF อยู่พอสมควร โดย ณ สิ้นปี 2562 LTF มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่ 4.06 แสนล้านบาทและ RMF มี 3.04 แสนล้านบาท (ที่มา: AIMC)

“แต่ในปี 2563 ได้มีการยกเลิก LTF และมีการจัดตั้ง‘กองทุนรวมเพื่อการออม’หรือ‘SSF (Super Savings Fund)’เพื่อส่งเสริมการออมระยะยาวขึ้นมาใหม่ สำหรับคนที่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกระหว่าง SSF หรือ RMF ดี เรามาลองดู ตอบคำถามง่าย ๆ เพื่อเราจะได้ตอบตัวเองได้ว่าเราเหมาะกับกองทุนไหนกันครับ”

Question 1: เป้าหมายการลงทุนของเราคืออะไรและใช้เวลานานแค่ไหน?

ข้อนี้เรียกว่าสำคัญมากๆ สำหรับการตัดสินใจ เพราะทางเดินของเราย่อมแตกต่างกันถ้ามีเส้นชัยที่ต่างกันลองมาดูตัวอย่างกันครับ

เป้าหมายการลงทุน >>> เพื่อการเกษียณ

เริ่มมาแบบนี้คงต้องบอกว่า RMF อาจจะเหมาะสมกว่าตามชื่อเลยครับ เพราะเงื่อนไขการลงทุนจะทำให้เรามีวินัยในการลงทุนทุกปี และจะสามารถขายคืนได้เมื่ออายุมากกว่า 55 ปี เท่านั้น แต่อย่างที่เราตั้งคำถามไปเราต้องกำหนดระยะเวลาการลงทุนด้วยเช่นกัน ซึ่ง RMF อาจจะเหมาะกับคนที่ต้องการเกษียณตามเวลาทั่วๆ คืออายุ 55 ปี

“แต่ถ้าเราพึ่งเริ่มทำงานและต้องการเกษียณก่อนอายุ 55 ปี (บางคนตั้งเป้าเกษียณแค่อายุ 45 ปี เท่านั้น) ถ้ากรณีนี้คงต้องไปดูว่า SSF อาจจะตอบโจทย์เราได้มากกว่า”

เป้าหมายการลงทุน >>> เก็บเงินซื้อบ้านในอีก 15 ปีข้างหน้า

ถ้าเราอายุ 25 ปี และต้องการซื้อบ้านตอนอายุ 40 ปี โจทย์นี้ชัดเจนว่ากองทุน SSF จะเหมาะสมมากกว่า โดยเราสามารถลงทุนได้ทุกปีตั้งแต่อายุ 25 – 30 ปี เพื่อให้สามารถขายคืน SSF ได้ตามอายุที่ตั้งใจไว้

“แต่.....ถ้าเราอายุ 40 ปี และต้องการซื้อบ้านอีกสักหลังตอนอายุ 55 ปี อันนี้เราจะเลือก SSF หรือ RMF ก็ไม่ได้ผิดอะไร”

Question 2: เราต้องการลงทุนต่อเนื่องทุกปีรึเปล่า?

ข้อนี้หลายๆ คนใช้เป็นตัวตัดสินใจและทำให้ไม่เริ่มลงทุนใน RMF เพราะไม่อยากกังวลว่าปีหน้าเราจะยังลงทุนอยู่ไหมหรือรายได้ของเราจะเป็นอย่างไร แต่จริงๆ อยากบอกว่า‘เป้าหมายการลงทุน’เราจะตอบโจทย์ข้อนี้ครับ เพราะโดยปกติเราย่อมต้องการลงทุนหรือใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีทุกปีอยู่แล้ว และยิ่งในปัจจุบันการลงทุนใน RMF ไม่มีการกำหนดจำนวนเงินขั้นต่ำที่ต้องลงทุนในแต่ละปี (แต่ยังต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปีอยู่) ยิ่งทำให้ความกังวลที่ว่าจะมีเงินไม่เพียงพอในการลงทุนแทบหายไปเลยทีเดียว

“อย่างไรก็ตาม ถ้ารายได้ของเราเกิดขึ้นครั้งเดียวในปีนี้หรือปีต่อไปเราไม่มีแหล่งรายได้ในประเทศไทย การลงทุนครั้งเดียวแบบ SSF ก็อาจตอบโจทย์มากกว่า”

Question 3: ต้องการเงินปันผลจากกองทุนไหม?

ข้อนี้ต้องบอกก่อนว่า การมี‘กระแสเงินสด’ออกมาจากเงินลงทุนอาจทำให้กระทบเป้าหมายการลงทุนของเราเพราะการจ่ายเงินปันผลออกมาจะทำให้เงินลงทุนของเราลดลง แต่ถ้าเราเป็นคนที่ต้องการเงินปันผลการลงทุนใน SSF ที่มีนโยบายจ่ายเงินปันผลน่าจะเหมาะสม เนื่องจากเงื่อนไขของ RMF ทำให้ไม่สามารถมีการจ่ายเงินปันผลได้

“เมื่อเราตอบคำถามในการเลือกลงทุนระหว่าง SSF และ RMF ได้แล้ว (หรืออาจจะลงทุนทั้ง 2 แบบเลยก็ได้) เราก็มาดูว่าจะลงทุนกองทุนไหนดี ซึ่งข้อดีของกองทุนทั้ง 2 ประเภทคือ มีนโยบายการลงทุนที่เปิดกว้างสามารถลงทุนในหลักทรัพย์ได้ทุกประเภท สิ่งที่เราต้องทำหลังจากกำหนดเป้าหมายและระยะเวลาที่ชัดเจนแล้วก็คือ ดูว่าเรา‘รับความเสี่ยง’ในการลงทุนได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าเรารับความเสี่ยงได้มากก็อาจเลือกหลักทรัพย์ประเภทหุ้น หรือถ้ารับความเสี่ยงได้น้อยก็เลือกลงทุนในกองทุนตราสารหนี้”

สำหรับคนที่ลงทุน LTF มาก่อนหน้านี้ อยากให้ดูเพิ่มเติมอีกนิดคือ พอร์ตการลงทุนของเรามี‘หุ้นไทย’อยู่แล้ว อาจเพิ่มสัดส่วนการลงทุนใน‘หุ้นต่างประเทศ’เพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นการกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสการลงทุนอีกด้วย

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือตอนนี้เหลือเวลาอีกไม่กี่วันเท่านั้น อีกทั้งกองทุน SSF และ RMF ที่ลงทุนในต่างประเทศ บางกองทุนก็มีวันหยุดที่เราไม่สามารถทำการซื้อได้ เพราะฉะนั้นเรื่อง ‘การจับจังหวะลงทุน’ อาจจะสำคัญน้อยกว่า ‘การลงทุนให้ทัน’ เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีของเราในปีนี้ครับ

หมายเหตุ :
การลงทุนใน LTF ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป ผู้ลงทุนไม่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะกองทุน นโยบายกองทุน เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุนก่อนตัดสินใจลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุน SSF และ RMF