ครบเงื่อนไข “กอง LTF” แล้ว... ‘เลือกทาง’ ที่ตอบโจทย์เป้าหมายการเงินให้ตัวเอง !!!

แม้ปีนี้ จะไม่มี “กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)” ให้ลงทุนแล้วก็ตาม แต่สำหรับนักลงทุนที่ถืออยู่ครบตามเงื่อนไขที่สามารถขายได้ ควรจะทำยังไงต่อดี ‘ถือต่อ’ หรือ ‘ขาย’ ดี ?

ตรงนี้ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ขึ้นกับเป้าหมายทางการเงินของแต่ละคนแล้ว แต่ในปีนี้ ‘กอง LTF’ ที่ลงทุน ‘ก่อนสิ้นปี 2015’ ครบเงื่อนไข สามารถขายได้ในปี2020 นี้ แล้วทุกก้อนเลย เพราะถือครองครบ 5 ปีปฏิทินทั้งหมด

ส่วนจะ ‘ถือต่อ’ หรือ ‘ขาย’ ดีนั้น วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีข้อมูลมาไว้ให้ประกอบการตัดสินใจกัน

ถ้ามี “ความจำเป็น” ต้องใช้เงิน... ‘ขาย’ ก็เป็นทางเลือกที่สามารถทำได้

พฤติกรรมหนึ่งของกลุ่มนักลงทุนใน ‘กอง LTF’ ที่ถือครบเงื่อนไขในช่วงที่กองทุนยังมีประโยชน์ทางภาษีอยู่นั้น บางส่วนจะมีการขายออกมาในช่วงต้นปีแล้วซื้อกลับในช่วงปลายปี วนเงินใช้ประโยชน์ทางภาษีอีกครั้งจากเงินก้อนเดิม แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมดเพราะยังมีนักลงทุนบางกลุ่มที่ยังคงถือต่อเนื่องและไม่ขาย แล้วใส่เงินใหม่เข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง

“แต่ในปี2020 นี้ ‘กอง LTF’ ไม่มีประโยชน์ทางภาษีให้แล้ว แต่ยังมี ‘กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)’ และ ‘กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF)’ ให้ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแทน กลุ่มนักลงทุนที่เคยใช้เงินก่อนเดิมวนลงทุน หากลงทุนใน ‘กอง LTF’ ครบเงื่อนไข ก็อาจจะขายเพื่อนำเงินมาลงทุนในกองประหยัดภาษีที่มีอยู่ทั้ง ‘กอง RMF’ และ ‘กอง SSF’ แทน อันนี้จะคล้ายๆ เดิมเพียงแต่กองทุนเปลี่ยนไปเท่านั้นเอง (แต่การหมุนเงินแบบนี้ไม่ตอบโจทย์การลงทุนเพื่อเป้าหมายระยะยาวแต่ประการใด เพราะไม่ได้สะสมเงินให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนั่นเอง) แต่ถ้ามีความจำเป็น เศรษฐกิจไม่ดี และยังไม่รู้จะหาเงินที่ไหนมาลงทุนในปีนี้ก็ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง”

ปี2020 นี้ถือเป็นอีกปีที่สถานการณ์เศรษฐกิจในภาพรวมไม่สู้ดีนัก ผลกระทบจาก ‘วิกฤติ COVID-19’ ซึ่งคุณอาจมีความจำเป็นต้องใช้เงินอาจจะเพียงบางส่วนหรือทั้งหมด แล้วพอดีเงินที่ลงทุนใน ‘กอง LTF’ อยู่ครบเงื่อนไขแล้ว และมีความจำเป็นต้องใช้เงิน ตรงนี้ก็อาจพิจารณา ‘ขาย’ ได้เช่นกัน แต่ก็ต้องรับสภาพกับผลการดำเนินงานที่ทำมาได้จนถึงปัจจุบันด้วย (ถ้ามีกำไรอยู่ก็น่าจะสบายใจนิดนึง แต่ถ้าขาดทุนก็ต้องทำใจเท่านั้นเอง)

“อย่าลืมว่าเงินลงทุนใน ‘กอง LTF’ ที่ครบกำหนดตามเงื่อนไข สามารถ ‘ทยอยขายได้’ ไม่จำเป็นต้องขายคืนทั้งก้อน ถ้ามีกำไรขายเอากำไรมาใช้ก่อนก็ได้ เงินที่เหลือก็ปล่อยลงทุนต่อไปเพื่อไม่พลาดโอกาสในการรับผลตอบแทนที่ดีนั่นเอง”

“ไม่จำเป็นต้องใช้เงิน”...ถือต่อก็ได้ หรือขยับสู่โอกาสลงทุนอื่นที่เหมาะกว่าก็ได้

แต่หากไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงิน ก็ ‘ถือต่อ’ ไปได้ เพื่อโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวในช่วงที่เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวจากนี้ไปด้วย แต่ช่วงปีนี้ ‘หุ้นไทย’ ต้นปีก็ปรับตัวลงไปเยอะ ดึงผลตอบแทนของกองทุนลงไปพอสมควร จนหลายคนที่ถืออยู่ก็อดใจหายไม่ได้ เพราะกำไรหายไปเยอะพอสมควร

“ก็ลองตรวจสอบผลการดำเนินงานของ ‘กอง LTF’ ที่ตัวเองลงทุนอยู่เทียบกับดัชนีชี้วัดว่าเป็นอย่างไร เทียบกับกอง LTF ด้วยกันแล้วเป็นอย่างไร หากแนวโน้มยังดีอยู่ก็ถือต่อไปได้ ไม่เสียหายอะไร ต้องลองมองในภาพรวมด้วยว่าพอร์ตการลงทุนมีสัดส่วนหุ้นไทยอยู่มากน้อยเพียงใด หากยังอยู่ในสัดส่วนที่เราจัดสรรไว้แล้วก็ถือต่อไปได้”

หากดูทรงแล้วไม่ดี หรือมองว่ามีโอกาสการลงทุนอื่นที่น่าจะดีกว่า หรือในพอร์ตมีสัดส่วนหุ้นไทยมากเกินไปแล้ว ก็อาจพิจารณาขายเพื่อไปลงทุนใน ‘กองทุนอื่น’ ที่คุณมองว่ามีโอกาสดีกว่า เช่น ‘กองหุ้นต่างประเทศ’ เป็นต้น หรือจะขายมาเพื่อลดพอร์ตหุ้นไทยที่มีมากเกินไป เพื่อขยับมาลงทุนใน ‘กองผสม’ หรือ ‘กองตราสารหนี้’ แทนก็สามารถทำได้ (ขึ้นกับพอร์ตการลงทุนที่คุณจัดสรรไว้)

“แต่ก็เป็นการขายเพื่อนำเงินมาลงทุนต่อเป็นสำคัญ ไม่ใช่การขายเพื่อเอาเงินมาฝากออมทรัพย์รับดอกเบี้ย 0.5% แต่ประการใด เป็นการขยับโอกาสการลงทุนของตัวคุณเอง”

“กอง LTF” ที่ไม่ครบเงื่อนไข...สามารถ ‘สับเปลี่ยน’ ได้

ส่วน ‘กอง LTF’ ที่ลงทุนตั้งแต่ปี2016 เป็นต้นมา ยังไม่ครบเงื่อนไขต้องถือให้ครบ 7 ปีปฏิทินก่อน ซึ่งจะเริ่มขายได้ตั้งแต่ปี2022 เป็นต้นไปนั้น หากดูผลงาน ‘กอง LTF’ ที่ตัวเองลงทุนอยู่แล้วไม่โอเค แม้ ‘ขายไม่ได้’ (ขายผิดเงื่อนไขต้องคืนประโยชน์ทางภาษี+ดอกเบี้ย 1.5% ต่อเดือน) แต่สามารถ ‘สับเปลี่ยน’ ไปยังกองทุนอื่นที่คิดว่าดีกว่าได้ ไม่ผิดกติกาแต่ประการใด

“แต่ถ้ามั่นใจในนโยบายการลงทุนของ ‘กอง LTF’ ที่ลงทุนอยู่และเชื่อมั่นในทีมบริหารว่าจะสามารถสร้างผลงานให้กลับมาดีได้ในระยะยาวก็ถือต่อไปได้เช่นกัน จะได้ไม่เสียโอกาสจากช่วงระยะเวลาสับเปลี่ยนกอง ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนด้วย”

สำหรับใครที่ครบเงื่อนไขการลงทุนใน ‘กอง LTF’ แล้ว ลองพิจารณาทบทวนดูความจำเป็นในการใช้เงินและเป้าหมายในการลงทุนในภาพรวมของตัวเองดูอีกสักครั้ง แล้วค่อยเลือกดูว่าจะ ‘ถือต่อ’ หรือ ‘ขาย’ ดีเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับตัวคุณนั่นเอง