“กองทุนดัชนี”...ทางเลือกที่ง่ายกว่า&ตอบโจทย์การลงทุน ‘หุ้นสหรัฐ’ !!!

หลายคนที่มีการลงทุนใน “กองทุนรวมหุ้น” อาจจะมีข้อสงสัยหรือข้อสังเกตอยู่อย่างหนึ่งว่า “กองทุนรวมดัชนี (Index Fund)” ที่เหล่าบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยเข้าไปลงทุนนั้น จะมีความแตกต่างจากกองทุนประเภทอื่นๆ อย่างไร


ถ้าจะให้พูดง่ายๆ ก็คือ “กองทุนรวมดัชนี” จะเป็นการลงทุนในหุ้นทั้งหมดที่ประกอบกันเป็นดัชนีในตลาดหุ้นนั้นๆ ตามนโยบายของกองและจะรักษาหรือพยายามให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิงที่กองทุนรวมได้ลงทุน


แต่อีกหนึ่งความพิเศษก็คือจะช่วยในการลดค่าใช้จ่ายได้ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะ ค่าธรรมเนียมการบริหารจัดการ ที่จะถูกกว่ากองทุนหุ้นที่บริหารเชิงรุกที่เป็น ‘Active Fund’ ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการซื้อขายหลักทรัพย์, ค่าธรรมเนียม, ค่าใช้จ่ายรวมและค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ที่เกิดจากการที่กองทุนทำการซื้อขายหุ้นของกองทุน


ซึ่งเมื่อเรามีค่าใช้จ่ายที่ลดน้อยลง ก็จะช่วยให้ “ผลตอบแทนสุทธิ (Net Return)เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงมีเกร็ดความรู้เกี่ยวกับ “กองทุนรวมดัชนีตลาดสหรัฐฯ” ที่บลจ.ไทยเข้าไปลงทุนมาแชร์กันในครั้งนี้



ลุย “หุ้นสหรัฐคุณภาพดี” ในดัชนี
‘S&P500’ ...ทางเลือกที่ง่ายกว่า

สำหรับ “กองทุนดัชนี” ที่ได้รับความนิยมในต่างประเทศเป็นอย่างมากคงต้องยกให้กลุ่ม “กองทุนอีทีเอฟ (Exchange Traded Fund: ETF)” ที่รวมเอาจุดเด่นของกองทุนรวมดัชนีกับหุ้นมาไว้ด้วยกัน ทำให้สามารถซื้อขายได้ที่ราคา Real Time เหมือนหุ้นตัวหนึ่งไม่ต้องรอราคาสิ้นวันแต่ประการใด และเป็นช่องทางการลงทุนที่สะดวกและง่ายในการเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นต่างๆ ตลอดจนสินทรัพย์การลงทุนต่างๆ ที่มีอยู่ในโลกด้วยเช่นกัน


“ดัชนีที่เราจะพูดถึงในครั้งนี้ก็เป็นตลาดหลักในสหรัฐฯ อย่าง ดัชนี ‘S&P 500’ ที่จะมีหุ้นของบริษัทใหญ่ในอเมริกา 500 บริษัทแรกอยู่นั่นเองหรือถ้าจะให้ยกตัวอย่างรายชื่อบริษัทจดทะเบียนที่เราจะคุ้นหูคุ้นตาเป็นอย่างดี ก็จะมีตั้งแต่ APPLE INC, MICROSOFT CORP, AMAZON COM INC, FACEBOOK ไปจนถึง ALPHABET INC เป็นต้น เรียกว่าเป็นบริษัทชั้นนำของสหรัฐก็คงไม่ผิดนัก”


ซึ่งกองทุนที่บลจ.ไทยเข้าไปลงทุนจะมีหลักๆ อยู่ 2 กองทุน ก็คือ

-‘iShares Core S&P 500 ETF’ ที่บริหารและจัดการโดย ‘BlackRock Fund Advisors’ และ


-‘SPDR Trust (SPDR S&P500 ETF)ที่บริหารและจัดการโดย ‘State Street Global Advisors’


“สำหรับกลยุทธ์ในการบริหารนั้น ผู้จัดการกองทุนจะมุ่งหวังให้ผลประกอบการเคลื่อนไหวตามดัชนีชี้วัด (Passive Management) หรือจะพูดเข้าใจง่ายก็จะลงทุนในหุ้นในดัชนี S&P500 เพื่อสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนี S&P500 ให้มากที่สุด ถ้าตลาดปรับตัวขึ้นผลตอบแทนก็จะปรับขึ้นตาม แต่หากตลาดปรับตัวลงก็จะลงตามนั้นเอง ไม่มีการใส่มุมมองของผู้จัดการกองทุนเข้าไปในการบริหารจัดการแต่ประการใด”



iShares Core S&P 500 ETF” ทำผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีได้ 17.08%

ในส่วนของกองทุนรวมจากบลจ.ไทยที่ได้มีการลงทุนในกองทุนรวมดัชนีจากทั้ง 2 กองทุนก็มีหลากหลายบลจ.ด้วยกันหรือราว 6 บลจ. ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น “กองทุนรวมที่ลงทุนใน ETF” ซึ่งใน 1 บลจ.ก็อาจจะแบ่งออกเป็นคลาสกองทุนออกเป็นประเภทต่างๆ ตามกลุ่มเป้าหมายของผู้ลงทุนหรือตามวัตถุประสงค์ของผู้ลงทุน





“โดยเริ่มต้นกอง ‘iShares Core S&P 500 ETF’ จะมีการลงทุน 5 หลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการลงทุนสูงสุด ประกอบไปด้วย APPLE INC, MICROSOFT CORP, AMAZON COM INC, ALPHABET INC CLASS A และFACEBOOK CLASS A INC ซึ่งในด้านผลการดำเนินงานตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันอยู่ที่ (ณ วันที่ 28 กันยายน 2564) อยู่ที่ 17.08%


สำหรับบลจ.ไทยที่เข้าลงทุนในที่อยู่ 3 กองทุน (ไม่นับชนิดกองทุนประเภทต่างๆ) จาก 3 บลจ. ประกอบไปด้วย


-กองทุนเปิดเค หุ้นยูเอส พาสซีฟ หรือ “K-US500X” จาก บลจ.กสิกรไทย ซึ่งเพื่อปิดความเสี่ยงกองทุนจะมีการลงทุนสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงิน ส่วนค่าธรรมเนียมสุทธิที่เรียกเก็บจากกองทุนอยู่ที่ 0.59% ต่อปีของ NAV


-“กองทุนเปิด เอไอเอ ยูเอส500 อิควิตี้ ฟันด์” หรือ AIA-US500” จาก บลจ.เอไอเอ (ประเทศไทย)ที่ตัวนโยบายจะมีความคล้ายคลึงกับกองทุนก่อนหน้าที่นอกจากจะลงทุนในกองทุนหลัก ก็จะมีการลงทุนสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อเป็นป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน ส่วนค่าธรรมเนียมสุทธิที่เรียกเก็บจากกองทุนอยู่ที่ 1.03% ต่อปี ของ NAV


-สุดท้ายเป็น “กองทุนเปิดทหารไทย US500 Equity Index” หรือ TMBUS500” จาก บลจ.ทหารไทย จะเป็นกองที่ใช้เงินลงทุนขั้นต่ำน้อยที่สุดใน 3 กองทุนโดยอยู่ที่ 1 บาททั้งในครั้งแรกและครั้งถัดไป ในส่วนค่าธรรมเนียมสุทธิที่เรียกเก็บจากกองทุนอยู่ที่ 1.21% ต่อปีของ NAV



SPDR S&P500 ETF” ทำผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีได้ 17.35%

สำหรับกองทุน SPDR Trust (SPDR S&P500 ETF)” มีการลงทุนใน 5 หุ้นมูลค่าลงทุนสูงสุดจะใกล้เคียงกับกอง iShares Core S&P 500 ETF หรือประกอบไปด้วย APPLE INC, MICROSOFT CORP, AMAZON COM INC, FACEBOOK CLASS A และ ALPHABET INC CLASS A ต่างกันเพียงแค่การให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นรายตัวเท่านั้น ทำผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีได้ 17.35%


โดยกองทุนของทั้ง 3 บลจ. ที่ได้มีการลงทุนประกอบไปด้วย


-“กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นยูเอส (ชนิดจ่ายเงินปันผล)” หรือ SCBS&P500” จาก บลจ.ไทยพาณิชย์ ซึ่งความแตกต่างและความน่าสนใจของกองทุนดังกล่าวเป็นนโยบายที่มีการจ่ายปันผลที่จ่ายปันผลมาทั้งสิ้น 16 ครั้งจำนวน 4.93 บาท


“ขณะเดียวกันยังเป็นกองทุนที่ใช้เงินลงทุนขั้นต่ำในครั้งแรกและครั้งถัดไปค่อนข้างน้อยหรืออยู่ที่เพียง 1 บาท ทำให้นักลงทุนสามารถมีโอกาสเครื่องมือการลงทุนในต่างประเทศได้ง่ายขึ้นและคว้าโอกาสได้โดยใช้จำนวนเงินที่ไม่สูงมาก ในส่วนค่าธรรมเนียมสุทธิที่เรียกเก็บจากกองทุนอยู่ที่ 1.12% ต่อปีของ NAV


-“กองทุนเปิดแอสเซทพลัสเอสแอนด์พี 500” หรือ ASP-S&P500” จาก บลจ.แอสเซทพลัสซึ่งกลยุทธ์ในการบริหารจัดกองทุนจะเป็นไปตามกองทุนหลักหรือมุ่งหวังให้ผลประกอบการเคลื่อนไหวตามกองทุนหลัก (Passive Management)ส่วนค่าธรรมเนียมสุทธิที่เรียกเก็บจากกองทุนอยู่ที่ 1.47% ต่อปีของ NAV


-มาที่กองสุดท้ายเป็น “กองทุนเปิด ทิสโก้ ยูเอส อิควิตี้ ฟันด์” หรือ TISCOUS” จาก บลจ.ทิสโก้ ซึ่งตัวนโยบายการลงทุนและกลยุทธ์ในการลงทุนนั้นจะมีความคล้ายคลึงกับ 2 กองทุน แต่เงื่อนไขการลงทุนขั้นต่ำก็ถือเป็นอีกหนึ่งที่มีความยืดหยุ่นและอิสระให้แก่ผู้ลงทุนโดยครั้งแรกจะอยู่ที่ 1,000 บาท และครั้งถัดไปจะไม่มีการกำหนด ส่วนค่าธรรมเนียมสุทธิที่เรียกเก็บจากกองทุนอยู่ที่ 1.31% ต่อปีของ NAV


กองทุนรวมดัชนี ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสการลงทุนในหุ้นต่างประเทศสำหรับนักลงทุนที่ต้องจะสร้างผลตอบแทนให้แก่พอร์ต นอกจากการลงทุนหุ้นภายในประเทศ ซึ่งข้อดีของการลงทุนใน กองทุนดัชนีนั้นนอกจากเข้าใจง่าย ได้กระจายการลงทุนไปทั้งดัชนีแล้ว จะมีค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่ากองทุนประเภทอื่น ทำให้การจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนก็มีโอกาสที่มากกว่าด้วยเช่นกัน

กฤษฎิ์ รัตนธีระธาดา