ลัดฟ้าลุย “หุ้นยุโรป” ง่ายๆ สบายกว่าด้วย ‘ค่าธรรมเนียม’ เบาๆ กับ...“กอง Index Fund” !!!

“สหภาพยุโรป (Euro Zone)” หนึ่งในตลาดหุ้นที่ได้รับความน่าสนใจจากนักลงทุนในปัจจุบัน ด้วยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจากการควบคุมสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ได้ดี


จึงไม่แปลกนักที่จะเป็นหนึ่งในเป้าหมายการลงทุนที่ดึงดูดฟันด์โฟลว์จากนักลงทุนทั่วโลกด้วยเช่นกัน


แต่สำหรับนักลงทุนทั่วไปการลงทุนใน “หุ้นยุโรป” ผ่าน “กองทุนรวมดัชนี (Index Fund) น่าจะเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจกว่า ‘Active Fund’ ที่ผลตอบแทนอาจจะต้องถูกกดดันด้วยค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่างๆ จนทำให้ผลตอบแทนที่ได้รับอาจจะลดทอนลง


ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงขอโอกาสนำเสนอ “กองทุนรวมดัชนี” ของ “ตลาดหุ้นยุโรป” ที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมต่างๆ ลงมาแชร์ให้แก่ผู้อ่านกันในครั้งนี้



iShares Core EURO STOXX 50 UCITS ETF EUR” ทำผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีได้ 15.03%

“ตลาดหุ้นทั่วโลก” โดยปกติแล้วก็จะมีดัชนีหุ้นของแต่ละตลาดอยู่ ซึ่งก็จะเป็น “ดัชนีอ้างอิง” ให้กลุ่มกองทุนดัชนีเข้าไปลงทุนกันได้ ซึ่งถือเป็นช่องทางที่ง่ายและสะดวกในการเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นประเทศนั้นๆ หรือในภูมิภาคนั้นๆ ที่นักลงทุนสนใจนั่นเอง


ใน “ตลาดหุ้นยุโรป” ก็เช่นเดียวกัน โดยกองทุนรวมดัชนีที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ของไทยที่ได้เปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยสร้างผลตอบแทนจะมีอยู่ทั้งหมด 4 กองทุน จาก 3 บลจ. ประกอบไปด้วย บลจ.ไทยพาณิชย์, บลจ.ทิสโก้ และ บลจ.กสิกรไทย ซึ่งกองทุนหลักของทั้ง 3 บลจ.ที่เลือกใช้จะมีความแตกต่างและเหมือนกันในบางบลจ.


สำหรับ “กองทุนหลัก” ที่จะมาแนะนำเป็นอันดับแรกคือ iShares Core EURO STOXX 50 UCITS ETF EURที่จะสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนี ‘EURO STOXX 50 ซึ่งจำนวนหุ้นที่ถูกเข้าคำนวณในดัชนีและของกองทุนนั้นจะประกอบไปด้วยหุ้น 50 ตัว ที่มีมูลค่าตลาด (Market Capitalization) ใหญ่ที่สุด ในตลาดหุ้นยูโรโซน (12 ประเทศ) ตั้งแต่ต้นปีมา (ข้อมูล ณ วันที่ 4 ต.ค. 64) สามารถทำผลตอบแทนได้ 15.03%


“ในแง่การลงทุนจะทำให้ผู้ลงทุนมีโอกาสลงทุนในบริษัทที่ประกอบกิจการในยุโรป ที่เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมต่างๆ ระดับโลก พร้อมด้วยการลดความเสี่ยงจากลงทุนอาจจากการกระจุกตัวในอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง เนื่องจากกองทุนจะมีการกระจายการลงทุนในหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรมที่มั่นคงและเติบโตในระยะยาว”


สำหรับ บลจ.ไทย ที่มีนโยบายการลงทุนในกองทุนหลักดังกล่าวจะมีด้วยกัน 2 บลจ. คือ บลจ.ทิสโก้ ภายใต้ชื่อ “กองทุนเปิด ทิสโก้ยุโรป อิควิตี้” หรือ TISCOEU” ซึ่งมีกลยุทธ์การลงทุนมุ่งหวังให้ผลประกอบการเคลื่อนไหวตามกองทุนหลัก (Passive Management)


“ซึ่งในส่วนของการค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกองทุนรวมมีค่าใช้จ่ายรวมอยู่ที่ 1.32% ต่อปี ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน (NAV) ในส่วนของค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ถือหน่วยปัจจุบันได้มีการเรียกเก็บเพียงแค่ค่าธรรมเนียมจากการขายที่คิดเป็น 1% ของมูลค่าซื้อขาย”


ถัดมาเป็น “กองทุนเปิดเค ดัชนีหุ้นยุโรป” หรือ K-EUX” จาก บลจ.กสิกรไทยซึ่งตัวนโยบายและกลยุทธ์จะมีความคล้ายคลึงกับกองทุนก่อนหน้า แต่ความแตกต่างกันคงที่มีนโยบายเพิ่มเติมอย่างการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไม่น้อยกว่า 75% ของมูลค่าเงินลงทุนต่างประเทศ


“โดยในส่วนค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกองทุนรวมมีค่าใช้จ่ายรวมอยู่ที่ 0.76% ต่อปี ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน (NAV) ในส่วนของค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ถือหน่วยปัจจุบันได้มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอยู่ที่ 0.15%และค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์ขาเข้า 0.10% ของมูลค่าซื้อขาย”





iShares STOXX Europe 600 (DE)” ทำผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีได้ 15.29%

สำหรับ “กองทุนหลัก” อีกหนึ่งกองก็คือ “iShares STOXX Europe 600 (DE)” ที่ความน่าสนใจของกองทุนนี้จะมีกระจายลงทุนในบริษัทยุโรปทั้ง 17 ประเทศ และมีขนาดของบริษัทตั้งแต่ใหญ่ กลาง และเล็ก ทำให้นักลงทุนไม่ต้องกังวลเรื่องพอร์ตลงทุนจะขาดความบาลานซ์หรือกระจุกตัวในบริษัทใดบริษัทหนึ่งเพียงอย่างเดียว ตั้งแต่ต้นปี (ข้อมูล ณ วันที่ 4 ต.ค. 64) ทำผลตอบแทนได้ 15.29%


ซึ่งกองทุนไทยที่มีนโยบายการลงทุนในกองทุนดังกล่าวเป็นหลัก ประกอบไปด้วย “กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นยุโรป (ชนิดจ่ายเงินปันผล)” หรือ “SCBEUEQ” ที่จะมีการลงทุนหรือมีไว้ในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนของหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินในสกุลเงินต่างประเทศที่กองทุนถืออยู่เทียบกับสกุลเงินบาท ณ ขณะใดขณะหนึ่ง ไม่น้อยกว่า 90% ของมูลค่าทรัพย์สินที่ลงทุนในต่างประเทศ


“โดยในส่วนค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกองทุนรวมมีค่าใช้จ่ายรวมอยู่ที่ 1.11% ต่อปี ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน (NAV) ในส่วนของค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ถือหน่วยปัจจุบันได้มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการขายอยู่ที่ 0.50%และค่าธรรมเนียมสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน 0.50%ของมูลค่าซื้อขาย


กองทุนสุดท้ายจาก ‘บลจ.ทิสโก้ ในชื่อ “กองทุนเปิด ทิสโก้ยุโรป อิควิตี้เพื่อการเลี้ยงชีพ” หรือ “TEURMF” ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกองทุนที่ต้องตอบโจทย์สำหรับนักลงทุนที่ต้องการออมเงินไว้ใช้ในช่วงชีวิตหลังวัยเกษียณโดยผ่านกองทุนรวม และกลยุทธ์การลงทุนเพื่อมุ่งหวังให้ผลประกอบการเคลื่อนไหวตามกองทุนหลัก (Passive Management) ก็จะช่วยตอบโจทย์การลงทุนในหุ้นระยะยาวที่สร้างผลตอบแทนไปกับตลาดหุ้นยุโรปด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่า


ซึ่งในส่วนค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกองทุนรวมมีค่าใช้จ่ายรวมอยู่ที่ 1.03% ต่อปี ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน(NAV) ขณะที่ของค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ถือหน่วยกองทุนจะมีเรียกเก็บแค่ค่าธรรมเนียมการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนออกคิดเป็น 1.00% ของมูลค่าหน่วยลงทุนของวันทำการล่าสุดก่อนวันทำรายการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน แต่ไม่ต่่ากว่า 200 บาท ในกรณีสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนไปยัง บลจ.อื่น


ตัวเลือก กองทุนรวมดัชนีหุ้นยุโรปอาจจะไม่เยอะเท่ากับกองทุนรวมตลาดหุ้นอื่นๆ แต่ตัวนโยบายการลงทุนของกองทุนไทยที่ได้มีการคัดสรรกองทุนหลักนั้น ก็มีให้หลากหลายพอสมควรเพื่อเป็นทางเลือกให้แก่นักลงทุนที่มองหาโอกาสการลงทุนใน ตลาดยุโรปพร้อมด้วยการสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าด้วยค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่า

กฤษฎิ์ รัตนธีระธาดา