Official Update :

รู้หรือไม่?... “กองหุ้นไทย” จะกลับมาเท่าทุน ต้องทำกำไรเฉลี่ยให้ได้ 11.27 -14.59% !!!

“ตลาดหุ้นไทย” ปีนี้ไม่ค่อยสดใสเท่าไรนัก ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 25 พ.ย. 20) SET ให้ผลตอบแทน -10.39% ส่วนผลตอบแทนรวม (SET TRI) -7.52%

โดยตลาดตีตื้นขึ้นมาในช่วง 1 เดือนย้อนหลัง รับผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเป็นสำคัญ โดย SET + 16.65% ส่วน SET TRI +16.74% ไม่เช่นนั้นสภาพตัวเลข ‘ติดลบ’ ในภาพรวมของหุ้นไทยคงสาหัสกว่านี้มากเลยทีเดียว

จึงไม่น่าแปลกใจว่าในส่วนของ “กองหุ้นไทย” เอง ใน 3 กลุ่มหลัก (กองหุ้นทั่วไป-กองหุ้นใหญ่-กองดัชนี SET50) ผลตอบแทน YTD จึงเฉลี่ยติดลบ -10.13% ถึง -12.73% มีเพียงกลุ่ม ‘กองหุ้นขนาดกลาง-เล็ก’ เท่านั้น ที่มีผลตอบแทนเฉลี่ยเป็นบวก 2.72%

วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับผลการดำเนินงานในภาพรวมของกองหุ้นไทยมาฝากกัน

“กองหุ้นไทย” ต้องลงทุนในหุ้นไทยเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 80% ของ NAV

อย่าลืมว่า... “กองหุ้นไทย” จะลงทุนในหุ้นไทยโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่ต่ำกว่า 80% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุน สมมติให้กองหุ้นไทยลงทุนในหุ้นเต็มที่ 100% ถ้าหุ้นลง 10% กองทุนก็ลง 10% ด้วย ถ้าหุ้นขึ้น 10% กองทุนก็ขึ้น 10% ด้วย เทียบเคียงกับ ‘กองทุนดัชนี’ ที่บริหารแบบ Passive Fund นั่นเอง

“แต่กองหุ้นไทยส่วนใหญ่เป็น Active Fund ที่ใช้ฝีมือในการบริหารจัดการของ ‘ผู้จัดการกองทุน’ เข้ามาหาผลตอบแทนเกินปกติ (Alpha) มีการปรับเปลี่ยนน้ำหนักการถือครองหุ้นได้ในบางจังหวะ จึงอาจทำให้ผลตอบแทนดีกว่าหรือแย่กว่าดัชนีได้เช่นเดียวกัน แต่โดยภาพรวมก็คงเลี่ยงภาวะตลาดหุ้นโดยรวมไปไม่ได้ เพราะมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นเฉลี่ยอยู่ถึง 80% นั่นสมมติถือหุ้นน้อยสุด ก็ยังเคลื่อนไหวบวกลบ 8% อยู่นั่นเอง”

“กองหุ้นไทย” ต้องทำกำไรให้ได้เฉลี่ย 11.27 – 14.59% เพื่อกลับมาเท่าทุน

ถึงเวลาพิสูจน์ฝีมือของ “กองหุ้นไทย” ในภาพรวมกันแล้ว ที่จะต้องทำกำไรเพื่อตีตื้นกลับมาเท่าทุนให้ได้ หากอ้างอิง ‘ผลตอบแทนเฉลี่ย’ ของกองทุนหุ้นแต่ละกลุ่ม นั่นหมายถึงต้องทำผลตอบแทนเฉลี่ยให้ได้ 11.27 - 14.59% เพื่อที่จะกลับมาเท่าทุนให้ได้

กลุ่ม “กองหุ้นทั่วไป” ต้องทำกำไรเฉลี่ยให้ได้ 11.27% เพื่อกลับมาเท่าทุน ส่วนกองที่มีผลงาน ‘แย่สุด’ ของกลุ่มนั้น ต้องทำกำไรให้ได้ถึง 28.97%

ส่วนกองที่มีผลงานดีสุดในกลุ่มนี้ ได้แก่ กองทุนเปิดทิสโก้ สแตรทิจิก ฟันด์ ชนิดหน่วยลงทุน A (TSF-A)” ของ ‘บลจ.ทิสโก้’ YTD ให้ผลตอบแทน 13.62%

กลุ่ม “กองหุ้นใหญ่” ต้องทำกำไรเฉลี่ยให้ได้ 13.68% เพื่อกลับมาเท่าทุน ส่วนกองที่มีผลงาน ‘แย่สุด’ ของกลุ่มนั้น ต้องทำกำไรให้ได้ถึง 29.95%

ส่วนกองที่มีผลงานดีสุดในกลุ่มนี้ ได้แก่ กองทุนเปิดทิสโก้ ไฮ ดิวิเดนด์ หุ้นทุน (TISCOHD)” ของ ‘บลจ.ทิสโก้’ YTD ให้ผลตอบแทน 1.68%

กลุ่ม “กองดัชนี SET50” ต้องทำกำไรเฉลี่ยให้ได้ 14.59% เพื่อกลับมาเท่าทุน ส่วนกองที่มีผลงาน ‘แย่สุด’ ของกลุ่มนั้น ต้องทำกำไรให้ได้ถึง 40.25%

ส่วนกองที่มีผลงานดีสุดในกลุ่มนี้ ได้แก่ กองทุนเปิดธนชาต SET50 (T-SET50)” ของ ‘บลจ.ธนชาต’ YTD ให้ผลตอบแทน -10.99%

ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่าน “กลุ่มกองหุ้นขนาดกลาง-เล็ก” เป็นกลุ่มที่มีผลงานดีสุดให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเป็นบวก 2.72% ในขณะที่กองที่มีผลงาน ‘แย่สุด’ ต้องทำกำไรให้ได้ 13.46% เพื่อจะกลับมาเท่าทุน

โดยกองที่มีผลงานดีสุดในกลุ่มนี้ ได้แก่ กองทุนเปิดกรุงไทยหุ้น เอ็ม เอ ไอ (KT-mai)” ของ ‘บลจ.กรุงไทย’ YTD ให้ผลตอบแทน 21.42%

“ซึ่งมองจากเป้าหมายดัชนีปีหน้าที่ตลาดให้กันไว้ 1,500 – 1,600 จุด นั้น ถ้าเทียบจากระดับดัชนี 1,400 จุดบริเวณปัจจุบัน ก็มีอัพไซด์อีก 7 – 14% (นี่ยังไม่รวมเงินปันผลเฉลี่ยอีกประมาณ 3% นะ) กองไหนที่ต้องทำกำไรให้ได้ในระดับเฉลี่ย 10 – 15% นี่มีโอกาสตีตื้นได้ไม่ยาก แต่กองท้ายตารางอาจจะเหนื่อยอยู่บ้างแต่ในช่วงตลาดกลับตัวก็มีโอกาสเช่นเดียวกัน”

ดังนั้น ใครที่ลงทุนใน ‘กองทุนหุ้นไทย’ อยู่แล้วผลตอบแทนยังแดงอยู่นั้น ก็คงมีความหวังอยู่บ้าง ที่สำคัญผลตอบแทนระยะยาวของการลงทุนในหุ้นพิสูจน์มาแล้วทั้งในต่างประเทศและในประเทศว่ายังเป็นทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ประเภทอื่นอยู่นั่นเอง