ใครว่า...หมดเวลาของกลุ่ม “หุ้นเติบโตสูง (Growth Stock)”?

แม้ระยะสั้น “ตลาดหุ้นโลก” ยังเผชิญความผันผวน จากแนวโน้มการปรับนโยบายการเงินของ “ธนาคารกลางสหรัฐ (FED)”


แต่หากมองการลงทุนไปใน ระยะกลาง-ยาวแล้ว การลงทุนใน “หุ้น” ก็ยังเป็นทางเลือกที่น่าสนใจกว่าในช่วงเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวอยู่นั่นเอง


และหุ้นที่ในปีนี้อาจจะชะลอความร้อนแรงลงไปบ้าง ใน “กลุ่มเทคฯ” นั้น ก็ไม่ใช่ว่าจะหมดเสน่ห์ไปแต่ประการใด


วันนี้ ทีมงาน โต๊ะกองทุน Wealthythai’ มี 2 ธีมการลงทุนที่น่าสนใจจาก 2 บลจ. มาฝากกัน



“บลจ.บีแคป” ชูธีม
‘Disruptive Technology’ รับโลก ‘ยุคดิจิทัล’

โดย “เมธ์วดี ประเสริฐสินธนา” กรรมการผู้จัดการ บลจ.บางกอกแคปปิตอล (บีแคป) มองว่า ด้วยเทคโนโลยีใหม่ในปัจจุบัน เป็นการพลิกโฉมโลกครั้งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการทำงานที่เป็นดิจิตอล (Digitalization) อุปกรณ์ทุกอย่างเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่าย (Connected Devices) เป็นระบบสมาร์ท (Smart System) และการผลิตเฉพาะเจาะจง (Custom Production) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในอนาคตอันใกล้จะพลิกโฉมโลกอีกครั้ง ทั้งนี้วัตกรรมใหม่ในอนาคตจะเกิดจาก ‘Disruptive Technology’ หลายอย่าง รวมเข้าด้วยกัน ทำให้สามารถใช้ง่ายได้หลายวัตถุประสงค์ในนวัตกรรมเดียว



(เมธ์วดี ประเสริฐสินธนา)



ปัจจุบันเราสามารถหาข้อมูลข่าวสาร และความรู้ใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้นมากจากเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดดและสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง โดยสภาพสังคมในอนาคตจะเป็นยุคที่ขับเคลื่อนด้วยแนวคิดใหม่ๆ ของกลุ่ม Millennials ซึ่งปัจจุบันมีกลุ่ม Millennials กว่า 2.5 พันล้านคนทั่วโลก และสัดส่วนของวัยทำงานที่เป็นคนกลุ่ม Millennials มากขึ้นเรื่อยๆ ในปี 2020 มีจำนวน 50 % แต่ในปี 2030 สัดส่วนจะเพิ่มเป็น 75% ดังนั้น ‘Disruptive Technology’ จึงถือเป็นรากฐานสำคัญของทุกนวัตกรรมในอนาคตและถือเป็นอีกหนึ่งธีมการลงทุนที่น่าสนใจ”



“บลจ.วรรณ” มั่นใจ “
Growth Stock” ยังตอบโจทย์การลงทุน ‘ระยะกลาง-ยาว’

ด้าน “พจน์ หะริณสุต” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณ บอกว่า จากข้อมูลสถิติในอดีตพบว่า การหยุดทำ QE ทำให้ ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลงอยู่ในกรอบประมาณลบ 7-20% โดยจะใช้เวลาเพียง 2-5 เดือนในการฟื้นตัว นอกจากนี้ ในกรณีที่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย พบว่าในช่วงที่ดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น ดัชนี S&P500 มีผลตอบแทนเฉลี่ยในอดีตอยู่ที่ประมาณ 15-20% และมีเพียงแค่ 3 ครั้ง (จาก 13 ครั้งที่มีดอกเบี้ยเป็นขาขึ้นนับตั้งแต่ปี 1960) ที่ดัชนี S&P500 ให้ผลตอบแทน เป็นลบ ซึ่งคิดเป็นโอกาสที่ตลาดหุ้นติดลบในช่วงดอกเบี้ยขึ้นเพียงแค่ประมาณ 23% อย่างไรก็ดี มองว่า การเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการเงินในระยะข้างหน้านี้เป็นสิ่งที่ไม่น่ากังวลสำหรับการลงทุน ระยะกลาง-ยาว 



(พจน์ หะริณสุต)



“จากการคาดการณ์ข้างต้น บริษัทยังคงแนะนำให้ลงทุนในระยะปานกลาง-ยาว โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transition period) แบบนี้ โดยมองว่า หุ้นกลุ่มเติบโต (Growth stocks)’ ยังคงความน่าสนใจสำหรับการลงทุนในระยะกลาง-ยาว จากแนวโน้มการเติบโตของรายได้และศักยภาพการแข่งขันที่อยู่ในระดับสูง โดยนักวิเคราะห์คาด EPS growth ของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีใน ดัชนี S&P500 ยังสามารถสร้างการเติบโตได้โดดเด่นที่สุดประมาณ 25.3% ในปีนี้และ 24.1% ในปีหน้า (2022)”


แม้โลกกำลังฟื้นตัวจากวิกฤติ COVID-19 แต่กลุ่มหุ้น ‘Disruptive Technology’ ตลอดจนหุ้น “Growth Stock’ ก็ยังคงมีการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ตามบริบทของสังคมโลกที่เปลี่ยนแปลงไปสู่โลกใน ยุคดิจิทัลไม่ได้ลดดีกรีความร้อนแรงของทั้ง 2 ธีมการลงทุนนี้ลงไปแต่ประการใด

โต๊ะกองทุน Wealthythai