“Top 5” RMF ปีนี้…ทะยานมากับธีม ‘เทคโนโลยี & หุ้นจีน’ !!!

การลงทุนที่คุ้มค่าและตอบโจทย์เป้าหมายเกษียณระยะยาวของเหล่ามนุษย์เงินเดือน ต้องยกให้กับกลุ่ม “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ” หรือ Retirement Mutual Fund (RMF)” ที่ได้รับความสนใจไม่น้อยจากเหล่านักลงทุนที่มองหาความคุ้มค่า

โดยการลงทุนในกองทุน RMF จะช่วยสร้างวินัยการออมเงินในระยะยาวแล้ว ‘ผลตอบแทน’ ก็ได้… ‘ประโยชน์ทางภาษี’ ก็มี แถมยังมี ‘นโยบายการลงทุน’ ให้เลือกอีกมากมายหลากหลายตั้งแต่สินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำไปจนถึงความเสี่ยงสูง

สามารถนำมาใช่จัดพอร์ตเพื่อตอบโจทย์เป้าหมายเกษียณได้อย่างสบายใจ!!!

ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงอยากนำเสนอข้อมูลดีๆให้แก่ผู้อ่านหรือผู้ที่สนใจ อย่าง 5 อันดับแรกบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนที่มีผลงานกองทุน RMF ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (วันที่ 12 พฤศจิกายน 63) โดดเด่นที่สุดในตลาด

“กอง KFGTECHRMF” มาแรงกับเทรนด์หุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก

โดยอันดับแรกเป็น “บลจ.กรุงศรี” ที่ ‘กองทุนเปิดกรุงศรีโลกบอลเทคโนโลยีอิควิตี้เพื่อการเลี้ยงชีพ (KFGTECHRMF)’ มีผลงานโดดเด่นที่สุดในตอนนี้ ซึ่งกองดังกล่าวได้รับการอันดับจาก ‘มอร์นิ่งสตาร์ 4 ดาว’ จึงถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องการันตีประสิทธิภาพของกองทุน แต่อย่างไรก็ดีในช่วง 5ปี กองทุนก็เคยมีผลขาดทุนซึ่งขาดทุนสูงสุดอยู่ที่ -25.38%

สำหรับนโยบายของ ‘กองทุน KFGTECHRMF’ นั้นจะนำเงินไปลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศชื่อ ‘T. Rowe Price Funds SICAV - Global Technology Equity Fund (Class Q)’ ซึ่งเป็นกองทุนหลักโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV

“กองทุนหลักนั้นมีนโยบายลงทุนในหุ้นของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการพัฒนาหรือใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี โดยเน้นบริษัทที่เป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีทั่วโลกซึ่งรวมถึงประเทศในตลาดเกิดใหม่ด้วย”

ส่วนเงื่อนไขการลงทุนกับ ‘กองทุน KFGTECHRMF’ นั้น มูลค่าการซื้อครั้งแรกจะต้องไม่ต่ำกว่า 2,000 บาท และสูงสุดได้ไม่เกิน 500,000 บาท ส่วนครั้งถัดไปก็จะอยู่ที่ 2,000 บาท และสูงสุดได้ไม่เกิน 500,000 บาท เช่นกัน

“กอง ONE-UGERMF” ลุยหุ้นเติบโตสูง-มีศักยภาพในการแข่งขันทั่วโลก

รองลงมาเป็น ‘กองทุนเปิด วรรณ อัลติเมท โกลบอล อิควิตี้ เพื่อการเลี้ยงชีพ (ONE-UGERMF)’ ของ “บลจ.วรรณ” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกองทุนที่ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมตราสารทุนต่างประเทศทั่วโลก ซึ่งจัดตั้งหรือมีผู้ออกหลักทรัพย์อยู่ในต่างประเทศ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน

“โดยจะมีลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศอย่างน้อย 2 กองทุน ในสัดส่วนกองทุนละไม่เกิน 79% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ทั้งนี้กองทุนที่จะลงทุนเกิน 20% ของ NAV ได้แก่ ‘Baillie Gifford Long Term Global Growth Investment Fund’ ซึ่งมีนโยบายลงทุนในหุ้นทั่วโลก โดยไม่มีข้อจำกัดภูมิภาค อุตสาหกรรม มูลค่าตลาดของหุ้นที่ลงทุน และลงทุนในห้นุที่มีโอกาสเติบโตโดดเด่น (Exceptional growth) โดยมีความสามารถในการแข่งขัน (Competitive advantage) เหนือคู่แข่งในแต่ละอุตสาหกรรม”

ส่วนเงื่อนไขการลงทุนกับ ‘กองทุน ONE-UGERMF’ นั้น มูลค่าการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไปจะอยู่จะมีข้อกำหนดเดียวกัน คือ อยู่ที่ 1 บาท ขณะที่มูลค่าขั้นต่ำของการขายคืนนั้นจะไม่มีข้อกำหนัด เพียงแต่ยอดคงเหลือขั้นต่ำต้องไม่ต่ำว่า 100 หน่วย

“กอง ASP-DISRUPTRMF” มากับธีมดิสรัปทีฟเพื่อสร้างโอกาสในการเติบโต

ลำดับที่สาม ‘กองทุนเปิด แอสเซทพลัส ดิสรัปทีฟ ออพพอร์ทูนิตี้ส์ เพื่อการเลี้ยงชีพ (ASP-DISRUPTRMF)’ จาก “บลจ.แอสเซทพลัส” ซึ่งนโยบายของกองทุนดังกล่าวจะมีความแตกต่างจาก 2 กองแรกที่มีนโยบายลงทุนในตราสารทุนที่มีความเกี่ยวข้องหรือได้รับประโยชน์หรือใช้ประโยชน์ จากนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีหรือรูปแบบธุรกิจใหม่ (New business model) ทั้งที่มีอยู่แล้วหรือสร้างขึ้นมาใหม่ เพื่อสร้างตลาดและมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ และส่งผลกระทบต่อตลาดผลิตภัณฑ์เดิม (Disruptive)

หรือลงทุนในหน่วย CIS หรือกองทุนรวมอีทีเอฟ (ETF) ที่มีนโยบายการลงทุนในตราสารทุนที่มีลักษณะดังกล่าวข้างต้นด้วย โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ทั้งนี้ กองทุนจะมีการลงทุนที่ส่งผลให้มี net exposure ที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่างประเทศโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน

ซึ่งกอง ASP-DISRUPTRMF เองก็เป็นอีกหนึ่งกองที่ มีนโยบายที่จะทำการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ตามความเหมาะสมสำหรับสภาวะการณ์ในแต่ละขณะ ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน แต่เงื่อนไขการลงทุนกับกองทุน ASP-DISRUPTRMF อย่างมูลค่าการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไปมีข้อกำหนดที่สูงกว่าสองกองแรกพอสมควร โดยอยู่ที่ 5,000 บาท

“กอง KT-CHINA RMF” เน้นลงทุนในหุ้นจีนที่มีศักยภาพในการเติบโต

ถัดมาจาก “บลจ.กรุงไทย” อย่าง ‘กองทุนเปิดเคแทมไชน่า อิควิตี้ ฟันด์ เพื่อการเลี้ยงชีพ (KT-CHINA RMF)’ ที่นโยบายกองหลักอย่างกองทุน ‘BGF China Fund’ ภายใต้กฎหมาย Commission de Surveillance du Secteur Financier (CSSF) เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของ UCITS ซึ่งบริหารและจัดการโดย ‘BlackRock’ (Management Company)

“มีการลงทุนในประเทศที่นักลงทุนหลายต่อหลายคนให้การสนใจเป็นอย่างมากในปัจจุบัน หรือมีวัตถุประสงค์การลงทุนอย่างน้อย 70% ของสินทรัพย์รวมของกองทุนในตราสารทุนของบริษัทที่มีภูมิลำเนาอยู่ในหรือเป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจในสาธารณรัฐประชาชนจีน”

ในส่วนเงื่อนไขมูลค่าขั้นต่ำในการซื้อหน่วยลงทุนเองก็ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้น่าสนใจโดยอยู่ที่ 500 บาท จึงทำให้นักลงทุนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ง่ายด้วยจำนวนเงินแค่หลักร้อย ขณะที่มูลค่าขั้นต่ำในการขายคืนหน่วยลงทุนเองก็ไม่ได้มีกำหนดแต่อย่างใด

“กอง B-INNOTECHRMF” โฟกัสหุ้นนวัตกรรมทั่วโลก

และแล้วก็มาถึงลำดับสุดท้าย “บลจ.บัวหลวง” ที่มี ‘กองทุนเปิดบัวหลวงโกลบอลอินโนเวชั่นและเทคโนโลยีเพื่อการเลี้ยงชีพ (B-INNOTECHRMF)’ เข้ามาติดในอันดับที่ 5 โดยกองทุนดังกล่าวได้มีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของ ‘Fidelity Funds - Global Technology Fund’ ซึ่งเป็นกองทุนหลัก ชนิดหน่วยลงทุน Class Y-ACC-USD เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน

“ซึ่งกองทุนหลักเป็นกองทุนรวมต่างประเทศที่มีนโยบายลงทุนในตราสารทุนของบริษัททั่วโลกที่มีการพัฒนาด้านผลิตภัณฑ์ กระบวนการ หรือบริการ อันจะนํามาซึ่งประโยชน์อย่างสูงจากความก้าวหน้าและการพัฒนาทางเทคโนโลยี โดยเงื่อนไขมูลค่าขั้นต่ำในการซื้อหน่วยลงทุนของกอง B-INNOTECHRMF จะอยู่ที่ 500 บาท”

“ในปัจจุบันผลการดำเนินงานของทั้ง ‘5 กองทุน’ จาก ‘5 บลจ.’ ที่มีผลงานที่โดดเด่นที่สุดในช่วงนี้ ซึ่งไม่อาจการันตีผลตอบแทนในอนาคตได้ ผู้ที่สนใจอาจจะต้องศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจโดยข้อมูลที่ทางเรานำเสนอเป็นเพียงส่วนหนึ่งของข้อมูลทั้งหมดเท่านั้น จึงหวังว่าข้อมูลดังกล่าวจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านได้ไม่มากก็น้อย”