“หุ้น A-Share” ตลาดแห่งอนาคต ‘New Economy’…กับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นใน ‘ดัชนี MSCI Emerging’ !!!

พลันที่“โจ ไบเดน”กลายเป็นว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐคนที่46 เม็ดเงินลงทุนทั่วโลกก็ดูจะพุ่งเป้ากลับมายัง‘ตลาดเกิดใหม่’อีกครั้ง และแน่นอนที่สุดหนึ่งในเป้าหมายหลักในภูมิภาคนี้ก็คือ“จีน”นั่นเอง

รู้หรือไม่ว่า...ปัจจุบัน“กองหุ้นจีน”ถือเป็นกลุ่มกองทุนต่างประเทศที่มีจำนวนมากสุดประเภทหนึ่ง มีจำนวนถึง56 กอง ตั้งแต่ต้นปีมาถึงปัจจุบันกองทุนที่มีผลงาน‘ดีสุด’ให้ผลตอบแทนสูงถึง49.21%

ในขณะที่กองที่‘แย่สุด’ให้ผลตอบแทน-7.19%หรือต่างกันอยู่56.40%เลยทีเดียว แม้จะเป็น“หุ้นจีน”เหมือนกันก็ตาม !!!

แต่ที่แตกต่าง คือ‘ไส้ใน’หรือ‘ตลาด’ที่แต่ละกองทุนเข้าไปลงทุนนั่นเอง ซึ่งหุ้นจีนที่อยู่ใน‘แผนที่การลงทุน’ของนักลงทุนทั่วโลกในชั่วโมงนี้ คงต้องยกให้กับ“หุ้นA-Share”เป็นหลัก

ในวันนี้ ทีมงาน‘Wealthythai’จะพามาหาคำตอบของความน่าสนใจของตลาดนี้ไปพร้อมๆ กัน

“หุ้นA-Share” ตั้งแต่ต้นปีมา +8.33%...ใกล้เคียง ‘S&P500’ ของสหรัฐ

รู้หรือไมว่า...“หุ้นจีน”เองก็มีหลายตลาด แต่ที่สำคัญๆ และเป็นที่คุ้นหูนักลงทุนไทยหลักๆ ก็จะแบ่งไปตาม‘ตลาด’ที่กองหุ้นจีนเข้าไปลงทุน ได้แก่‘หุ้น H-Share’และ‘หุ้น-A-Share’รวมถึง‘All Share’(คือหุ้นจีนทุกตลาดทั่วโลกนั่นเอง)

ช่วงหลังเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐมา ดูตลาดหุ้นทั่วโลกจะตอบรับในเชิงบวก ย้อนมาดูตั้งแต่ต้นปีมาถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 10 พ.ย. 20)หุ้นสหรัNASDAQ” +27.07% “S&P500” + 8.83%

ส่วน“หุ้นจีน”ที่บวกแรงสุด คือA-Share + 8.33%ด้านH-Share -6.88%ในขณะที่‘หุ้นไทย’ -15.87% !!!

อย่าเห็นเพียงแค่กระแสเงินจะไหลกลับมาใน‘ตลาดเกิดใหม่’หากแต่เป้าหมายของเม็ดเงินลงทุนก็มีการให้น้ำหนัก‘มาก-น้อย’แตกต่างกันออกไปเช่นกัน ใน‘หุ้นจีน’โดยภาพรวมก็ถือว่าดูดี แต่ชั่วโมงนี้ยังไงก็ต้องยกให้‘หุ้น A-Share’เพราะหากคุณเลือกเข้าไปผิดที่ผิดทาง ผลลัพธ์ที่ได้อาจผิดเพี้ยนจากที่คาดหวังไปก็ได้ แม้จะเป็นหุ้นจีนเหมือนกันก็ตาม

แล้ว“หุ้นA-Share”คืออะไร?ก็เป็นหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่ (Main Land) ที่อ้างอิงจาก 2 ตลาดหลัก คือ‘เซี่ยงไฮ้’และ‘เสินเจิ้น’นั่นเอง ซื้อขายในสกุลเงิน‘หยวน’หุ้นที่อยู่ในตลาดนี้ส่วนใหญ่จัดอยู่ในกลุ่ม‘New Economy’ที่กำลังเป็นอะไรที่โลกมองหา

ส่วน“หุ้นH-Share” คือ อะไร?ก็เป็นหุ้นจีนเช่นกัน บริษัทจดทะเบียนอยู่ในแผ่นดินใหญ่แต่ไปจดทะเบียนใน‘ฮ่องกง’ซื้อขายในสกุลเงิน‘ฮ่องกงดอลลาร์’

“ถึงตรงนี้คุณก็คงพอมีคำตอบในใจแล้วว่า...ทำไม“กองหุ้นจีน”จึงมีผลงานต่างกันค่อนข้างมาก และแน่นอนกองที่ดีสุดมาจากฝั่ง‘หุ้น A-Share’ในขณะที่กองที่แย่สุดมาจากฝั่ง‘หุ้น H-Share’นั่นเอง”

“หุ้นA-Share” ตลาด ‘New Economy’…ตลาดแห่งเทคโนโลยีและนวัตกรรม

โดย“กุลฉัตร จันทวิมล” รองกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์และพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุน สายพัฒนาธุรกิจ บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัดมองว่า แม้ภาพรวมหลังเลือกตั้งสหรัฐ“โจ ไบเดน”มาและตลาดคาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนไหลกลับเข้ามาใน‘ตลาดเกิดใหม่’ก็ตาม แต่ก็ไม่ได้กระจายไปหมดและหนึ่งในเป้าหมายของเม็ดเงินลงทุนดังกล่าวก็คือ‘จีน’นั่นเอง และตลาดที่น่าสนใจในตอนนี้ก็คือ‘หุ้น A-Share’เพราะเป็นตลาดที่เกี่ยวของกับธุรกิจที่เป็น‘New Economy’เป็นส่วนใหญ่ต่างกับ‘หุ้น H-Share’ที่ยังเป็น‘Old Economy’

ที่สำคัญจีนเองให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมที่จะเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจในอนาคต ได้แก่ ปัญญาประดิษฐ์ (AI), การผลิตขั้นสูง, semiconductor, เทคโนโลยีควอนตัม และ 5G มีมาตรการทางภาษีสนับสนุนการทาวิจัยและบางกลุ่มธุรกิจ โดยลดอัตราภาษีลงจาก ระดับ 25% มาเหลือ 15% รวมถึงผ่อนคลายเกณฑ์การเดินทางเข้า-ออกประเทศ เพื่อดึงดูดผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมจากต่างประเทศให้มาเริ่มธุรกิจและลงทุนในจีน

กุลฉัตร จันทวิมล

“คุณจะแปลกใจถ้ารู้ว่าจีนเป็นหนึ่งในประเทศที่ลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาสูงสุดในโลกในปี2018 คิดเป็นเม็ดเงินเกือบ 5 ล้านล้านดอลลาร์ เป็นรองอันดับ1 คือ สหรัฐ เท่านั้น จึงไม่น่าแปลกใจว่าดัชนี MSCI China Index มีน้ำหนักหุ้นในกลุ่ม Consumer Discretionary และ Information Technology เพิ่มขึ้นมากในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา”

“MSCI” เพิ่มน้ำหนัก ‘หุ้น A-Share’ ในดัชนี MSCI Emerging ...ปัจจัยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากทั่วโลก

ล่าสุดรัฐบาลจีนได้ประกาศแผนเศรษฐกิจฉบับที่ 14 เป็นแผน 5 ปี ที่จะใช้ในปี 2021-2025 ซึ่งเรื่องสำคัญคือการพึ่งพาเทคโนโลยีด้วยตัวเองและพึ่งพาการบริโภคในประเทศเป็นสำคัญ จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมถนนทุกสายจึงมุ่งสู่‘หุ้น A-Share’

ส่วนความกังวลต่อประเด็น‘สงครามการค้า (Trade War)’ระหว่างสหรัฐกับจีนนั้น กุลฉัตร ไม่คิดว่า สถานการณ์จะเลวร้ายไปกว่าช่วง 4 ปีที่ผ่านมาแล้ว ช่วงที่มีผลกระทบรุนแรงที่สุดน่าจะผ่านไปแล้ว เพราะ‘โจ ไบเดน’เองก็ชัดเจนแล้วว่านโยบายจะเป็นมิตรมากกว่าสมัย ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ นี่ก็เป็นอีกปัจจัยบวกต่อ‘หุ้นจีน’เช่นกัน

“หากมองจากตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตของประเทศจีน (PMI) ล่าสุดของจีนในเดือนต.ค.20 อยู่ที่ 51.3 สูงกว่าช่วง COVID-19 ไปแล้ว แสดงสัญญาณที่ดีของเศรษฐกิจจีนว่ามีคนจ้างผลิตและมีคนซื้อ ตัวเลข PMI จึงปรับตัวขึ้นมาดังกล่าว จะเห็นว่าตลอดช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา ที่จีนพยายามปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในประเทศมาพึ่งพิงการบริโภคในประเทศมากขึ้นเป็นผลให้เห็นแล้วในปัจจุบัน โดยเฉพาะในช่วงวิกฤติ COVID-19 ที่ผ่านมา”

แม้ว่า“หุ้นA-Share”จะปรับตัวขึ้นมาโดดเด่นในกลุ่มหุ้นจีนด้วยกัน แต่นี่เป็นเพียง‘จุดเริ่มต้น’เท่านั้น ตลาดจีนLaggardมานาน โดยมีปัจจัยบวกที่สำคัญ คือ การปรับเพิ่มน้ำหนักหุ้น A-Share ในดัชนี‘MSCI Emerging’จาก5%เป็น20% ซึ่งกระบวนการนี้ต้องใช้เวลาพอสมควรอาจกินเวลานานหลายปี ดังนั้น ยังจะมีเม็ดเงินไหลเข้ามาใน‘หุ้น A-Share’อย่างต่อเนื่องหลังจากนี้

“บลจ.ยูโอบี” ส่ง‘กอง UCI’ ลุยหุ้นจีน A-Share ขาย IPO วันที่ 12 – 18 พ.ย. 20 นี้

เพื่อเติมเต็มทางเลือกของผู้ลงทุน บริษัทจึงเตรียมเสนอขาย‘กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ไชน่า เอ แชร์ อินโนเวชั่น ฟันด์ (UCI)’ระหว่างวันที่12 – 18 พ.ย. 20นี้ กองทุนมีนโยบายลงทุนในกองทุน‘United China A-Shares Innovation Fund–ClassA USD Acc’ซึ่งเป็นกองทุนหลักเพียงกองทุนเดียว กองทุนหลักจัดตั้งและบริหารจัดการโดย‘UOBAssetManagementLtd (Singapore)’โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งกองทุนหลักจดทะเบียนที่ประเทศสิงคโปร์

“กองทุนหลักมีมีนโยบายลงทุนในหุ้น A-Share ที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการพัฒนา ด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และแนวโน้มการเติบโตในด้านต่างๆ (trends) โดยกองทุนหลักได้มอบหมายให้‘PingAn Fund Management Company Limited’เป็นผู้บริหารการลงทุน ซึ่ง‘ผิงอัน (PingAn)’ถือเป็นสถาบันการเงินขนาดใหญ่ของจีนมีธุรกิจที่มีธุรกิจครอบคลุมทั้งแบงก์ ,โบรกเกอร์ หรือบลจ. เป็นต้น องค์ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทในจีนจึงมีค่อนข้างครบถ้วนและมีความใกล้ชิดกับตลาดค่อนข้างมาก ซึ่งถือเป็น‘จุดเด่น’ของกองทุนนี้เลยทีเดียว”

กองทุนหลักมีการบริหารเชิงรุก (Active Management) เพื่อคัดเลือกหุ้นที่มีคุณภาพและมีอนาคตในการเติบโตจากหุ้นในตลาดกว่า 3,000 ตัว ลงมาเหลือ 30 ตัว เพื่อลงทุน ซึ่งจะครอบคลุมทั้งหุ้นขาดใหญ่ประมาณ 40% หุ้นขนาดกลางประมาณ 30% และหุ้นขนาดเล็กอีก 30% ซึ่งถือว่ามีการกระจายตัวของหุ้นค่อนข้างครบถ้วน และจะมีการปรับสมดุลของน้ำหนักตามความเหมาะสม ซึ่งถือเป็นกองหุ้นจีนที่ลงทุนใน ‘หุ้น A-Share’ กองแรกของบริษัทอีกด้วย

“ไปลงทุน‘หุ้น A-Share’นั้นActive Fundน่าจะตอบโจทย์กว่าPassive Fundเพราะตลาดถือว่ายังไม่มีประสิทธิภาพ สามารถหาผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Alpha) จากความไม่สมบูรณ์ของตลาดได้ แต่การไม่เลือกไปเกาะกับตลาดเลยนั้นอาจกลายเป็นความเสี่ยงได้เช่นกัน ส่วนในพอร์ตหุ้นจีนนั้น แนะนำให้แบ่งครึ่ง ‘A-Share’ และ ‘H-Share’ อย่างละ 50 – 50 โดยมองการลงทุนระยะยาว3 – 5 ปี ขึ้นไปส่วนภาพรวมของพอร์ตหุ้นสำหรับคนที่รับความเสี่ยงได้สามารถมีหุ้นจีนได้ตั้งแต่30 – 50%

ใครที่มีมุมมองเชิงบวกต่อพื้นฐานเศรษฐกิจของจีน และโอกาสการลงทุนใน “หุ้นจีน” อยู่ เชื่อว่ากลุ่ม ‘กองหุ้นจีน’ น่าจะตอบโจทย์คุณได้ไม่มากก็น้อย และหากใครเชื่อมั่นในธีม New Economy ของ ‘หุ้น A-Share’ แบ่งเงินลงทุนกระจายไปบ้างก็ช่วยให้คุณไม่พลาดโอกาสดีๆ ในการลงทุนไปอย่างแน่นอนเพราะชั่วโมงนี้ถ้าคิดจะลงทุนใน “หุ้นจีน”...ก็ต้องคิดถึง‘หุ้น A-Share’