แนะกระจายการลงทุนใน “หุ้น” หลากหลาย ‘ประเทศหรือภูมิภาค’…เพื่อลดความเสี่ยง !!!

สถานการณ์การลงทุนในตลาดทุน ถือว่ามีการเปลี่ยนแปลงหรือเกิดธีมการลงทุนใหม่ขึ้นมาจำนวนไม่น้อย หลังจากเกิดการแพร่ระบาดจากไวรัส COVID-19


ซึ่งสิ่งที่ทำให้เราเห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คงเป็น เรื่อง “เทคโนโลยี” ที่ถูกผลักดันให้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้นในหลายๆ ด้านหรืออาจจะทดแทนบางสิ่งบางอย่างได้เช่นกัน


แต่หลังจากที่สถานการณ์ COVID-19 เริ่มคลี่คลายและทำให้สถานการณ์ต่างๆ กลับมาเข้ารูปเข้ารอยมากขึ้น ก็ได้ก่อให้เกิดคำถามว่า “ธีมการลงทุน” นั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากน้อยเพียงใด


ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงมีมุมมองการลงทุนจาก “บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเอไอเอ (ประเทศไทย) จำกัด” ที่จะช่วยให้คำแนะนำการลงทุนในปี 65 มาแชร์ให้ผู้อ่านและผู้ที่สนใจกันในครั้งนี้



“หุ้น” ยังคงเป็นขาขึ้น...เศรษฐกิจโลกยังหนุนให้ไปต่อ

โดย สุขวัฒน์ ประเสริฐยิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.เอไอเอ (ประเทศไทย) ได้ให้มุมมองการลงทุนในช่วง 6 เดือนข้างหน้าว่า “หุ้น” ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจที่สุด เนื่องจากแนวโน้มของตลาดส่วนใหญ่ยังคงปรับตัวขึ้นได้ต่อหรือยังค่อนข้าง “บูลลิช (Bullish)”


ด้วยปัจจัยสนับสนุนอย่าง ภาพรวมเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้วที่ส่วนใหญ่ เริ่มมีการฟื้นตัวต่อเนื่องและปรับตัวเข้าสู่การเติบโตเต็มศักยภาพ ส่งผลให้ภาคการบริโภคในประเทศกลับมาดีขึ้นและรวมไปถึงกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่จะเติบโตได้ต่อ



(สุขวัฒน์ ประเสริฐยิ่ง)



“ขณะเดียวกันรัฐบาลในประเทศต่างๆ ก็ยังคงที่จะต้องอัดฉีดเม็ดเงินหรือดำเนินนโยบายการเงินเข้าระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง แต่ก็อาจจะบางประเทศหรือประเทศขนาดใหญ่ที่อาจจะเริ่มถอนคันเร่ง โดยเริ่มหันมาปรับนโยบายการเงินและการคลังอย่างธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งในไตรมาส4/64 ก็อาจทำให้เห็นการปรับตัวขึ้นของตลาดลดน้อยลง”



ย้ำนโยบาย “ลด
QE – เพิ่มอัตราดอกเบี้ย” ไม่น่ากังวล

โดยความกังวลเรื่องปรับลดปริมาณการซื้อพันธบัตรและการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ มองว่าเป็นเรื่องปกติที่ธนาคารจะต้องเรียกเงินกลับเข้าประเทศหลังจากอัดฉีดเข้าระบบเป็นจำนวนมากในช่วงเกิดวิกฤต จึงไม่ใช่ปัจจัยที่น่ากังวลมากนักและไม่กระทบต่อตลาดอย่างมีนัยสำคัญ เพราะส่วนใหญ่ก็ได้รับรู้ไปบ้างแล้ว


“อีกปัจจัยที่จะสนับสนุนตลาด คือ เม็ดเงินก้อนมหาศาล ที่มีแนวโน้มจะไหลเข้ามาตลาดมากขึ้น เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ยังปรับตัวขึ้นได้ไม่สูงมากตามคาดการณ์ อัตราดอกเบี้ยที่จะเริ่มนโยบายการปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปจึงยังไม่สามารถดึงดูดความน่าสนใจจากนักลงทุน ทำให้มีโอกาสที่นักลงทุนจะยังคงไล่ซื้อสินทรัพย์เดิม”





“สถานการณ์
COVID-19” และ “นักลงทุนรายใหญ่”...ปัจจัยที่ต้องติดตาม?

สำหรับปัจจัยน่ากังวลหรือต้องติดตาม อย่างสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ทั่วโลกที่ยังไม่คลี่คลายดีนั้น ประเมินว่าไม่น่ากังวลอย่างที่ตลาดคาดการณ์ เนื่องจากปัจจุบันอัตราการฉีดวัคซีนมีความคืบหน้าไปได้ค่อนข้างสูงและมีตัวยาต้านวัคซีนชนิดใหม่เกิดขึ้น


“ขณะที่ความเคลื่อนไหวของนักลงทุนรายใหญ่ที่มีอิทธิพลต่อตลาดทุน เริ่มเห็นการถือครองเงินสดในมือมากขึ้นโดยการทยอยขายสินทรัพย์อย่าง ตราสารทุน หรือ หุ้น มองว่าไม่ได้มีนัยสำคัญมากนักเพราะเป็นเรื่องปกติที่เกิดการขายทกำไรในหุ้นที่ราคาปรับตัวขึ้นมาสูงและนักลงทุนรายใหญ่เองก็มีการครองเงินสดในมือเป็นจำนวนมากโดยปกติหรือราว 30-40%


สุดท้ายคำแนะนำสำหรับนักลงทุนให้กระจายการลงทุนในหุ้นไปยังหลากหลายประเทศหรือหลากหลายภูมิภาคเพื่อลดความเสี่ยง ส่วนสัดส่วนให้แบ่งตามระดับความเสี่ยงอย่าง “ความเสี่ยงต่ำ” แบ่งเป็นตราสารหนี้ 70% หุ้น30%, “ความเสี่ยงกลาง” หุ้น 60% ตราสารหนี้ 40% และ “กลุ่มความเสี่ยงสูง” เป็นหุ้นได้ 70% - 80% และตราสารหนี้ 30% - 20%


คงมิอาจปฏิเสธว่า หุ้น นั้นคงเป็นสินทรัพย์น่าสนใจที่สุด ด้วยปัจจัยที่เอื้อตลาดหุ้นไปต่อได้ซึ่งนักลงทุนที่แสวงหาโอกาสการลงทุนและการสร้างผลตอบแทนก็ยังคงจำเป็นที่จะต้องไขว่คว้าหาโอกาสทองอยู่เสมอ เพียงแต่การจะลงทุนนั้นก็ต้องกระจายการลงทุนให้หลากหลายเพื่อลดความเสี่ยงและช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีควบคู่กันไปนั่นเอง

กฤษฎิ์ รัตนธีระธาดา