Official Update :

“กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน”...ทางเลือกยุค ‘ดอกเบี้ยต่ำ’-หุ้นผันผวน !!!

“กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน” หรือ “อินฟราสตรัคเจอร์ฟันด์” อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์การลงทุนหรืออีกหนึ่งทางเลือกให้แก่นักลงทุนที่ต้องการรายได้แบบสม่ำเสมอ อย่างการจ่ายปันผลประจำ

แม้ว่าในปัจจุบันนั้น หน่วยลงทุนดังกล่าวอาจจะมีให้ลงทุนไม่มากนัก แต่หากเป็นในสถานการณ์ที่ภาวะ ‘ดอกเบี้ยต่ำ’ และราคาสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง ‘หุ้น’ ที่มีความผันผวนนั้น กองทุนดังกล่าวก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

ซึ่งหากจะพูดถึงผลตอบแทน สิ่งที่จะอดพูดถึงไม่ได้อย่าง “อัตราเงินปันผล” ก็เป็นสิ่งที่สร้างแรงจูงใจหรือความน่าสนใจแก่หน่วยลงทุนได้เช่นกัน

ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงอยากขอถือโอกาสนำเสนอข้อมูลดีๆ แก่ผู้อ่านและผู้ที่กำลังสนใจ อย่างอัตราเงินปันผลตอบแทนของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ในปี 63 ที่ผ่านมา ว่าเป็นอย่างไรบ้าง

Top 5 “กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน” สิ้นปี63 โชว์อัตราเงินปันผล 6.55 – 9.90%

ปัจจุบันมี “กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน” อยู่ 9 กองทุน ในปีที่ผ่านมาภาพรวมตลาดหุ้นไม่ดีนักก็ทำให้ราคาของกองทุนกลุ่มนี้ปรับตัวลงมาด้วยเช่นกัน จนทำให้ ‘อัตราเงินปันผล’ ปรับตัวขึ้นมาจนน่าสนใจ

โดยอัตราเงินปันผลตอบแทนของ “กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน” อยู่ในกรอบ 2-9% อาจจะดูไม่มากนักเมื่อเทียบกับกองทุนรวมประเภทอื่นที่ให้ผลตอบสูงกว่า 10% แต่โดยรวมก็ไม่ขี้ริ้วขี้เหร่มากนักเมื่อเทียบกับผลตอบแทนที่ได้กลับมาอย่างสม่ำเสมอ ที่สำคัญ ‘เงินปันผล’ ของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานไม่เสียภาษีในช่วง 10 ปี แรกด้วย ทำให้นักลงทุนรับกันไปเต็มๆ

เราจึงอยากนำข้อมูลกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานที่ให้อัตราเงินปันผลตอบแทนที่สูงที่สุด 5 อันดับแรกว่าจะเป็นกองทุนลักษณะใด มีรูปแบบการลงทุนแบบใดบ้าง

กองที่ให้อัตราเงินปันผลตอบแทนเป็นอันดับหนึ่ง ได้แก่ “กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้า อมตะ บี.กริม เพาเวอร์” หรือ “ABPIF” ซึ่งลักษณะหรือประเภทธุรกิจก็คงเดาไว้ยากว่าอยู่ในหมวดธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภค มีอัตราเงินปันผลสิ้นปี63 อยู่ที่ 9.90%

สำหรับการลงทุนของกองดังกล่าว ได้ลงทุนในสัญญาโอนผลประโยชน์จากการประกอบกิจการไฟฟ้ากับ ‘บริษัทอมตะ บี. กริม เพาเวอร์ 1 จำกัด (บี.กริม 1)’ และ ‘บริษัทอมตะ บี. กริม เพาเวอร์ 2 จำกัด (บี.กริม 2)’ ซึ่งประกอบกิจการโรงไฟฟ้าในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จังหวัดชลบุรี โดยระยะเวลาของสัญญาโอนผลประโยชน์จากการประกอบกิจการไฟฟ้าจะเริ่มตั้งแต่วันที่กองทุนรวมชำระราคาซื้อให้แก่บี.กริม 1 และ บี.กริม 2 จนถึงวันที่ 16 กันยายน 2562 และ 27 กันยายน 2565 ตามลำดับ

อันดับ 2 เป็น “กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้ากลุ่มน้ำตาลบุรีรัมย์” หรือ “BBRGIF” มีอัตราเงินปันผล 9.08% ที่ลงทุนในสิทธิ์ในรายได้สุทธิของโรงไฟฟ้าชีวมวล (กากอ้อย) ของ ‘บริษัท บุรีรัมย์พลังงาน จำกัด’ และ ‘บริษัท บุรีรัมย์เพาเวอร์ จำกัด’ ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ ‘บริษัท น้ำตาลบุรีรัมย์ จำกัด (มหาชน)’ หรือ ‘BRR’ ทั้งนี้ระยะเวลาของสัญญาโอนสิทธิ์รายได้ดังกล่าวมีอายุประมาณ 18 ปี (สิ้นสุดสัญญาวันที่ 6 เมษายน 2578)

“หลายคนอาจจะเดาว่ากองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานที่ให้อัตราเงินปันผลตอบแทนคงเป็นคงกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวกับพลังงาน เพราะตัวรายได้นั้นเติบโตตามค่าไฟของรัฐบาล แต่อันดับที่ 3 อาจทำให้หลายคนคิดผิด โดยเป็นกองทุนที่เกี่ยวกับธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร”

ที่มีชื่อว่า “กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิทัล” หรือ “DIF” มีอัตราเงินปันผล 7.57% ซึ่งเป็นเจ้าของหรือมีสิทธิในการรับประโยชน์จากรายได้สุทธิที่เกิดจากกลุ่มทรัพย์สิน (portfolio) ประเภทเสาโทรคมนาคมจำนวน 16,059 เสา ประกอบด้วย เสาที่กองทุนฯ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์จำนวน 9,727 เสา (ได้แก่ ทรัพย์สินเสาโทรคมนาคมของทรูและเสาโทรคมนาคมของบริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (TUC) ที่ลงทุนเพิ่มเติม ครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3)

และเสาที่กองทุนมีสิทธิในการรับประโยชน์จากรายได้สุทธิจำนวน 6,332 เสา (ได้แก่ เสาโทรคมนาคมของบริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย) จำกัด (BFKT) เสาโทรคมนาคมของบริษัท เอเซีย ไวร์เลส คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (AWC) เสาโทรคมนาคมของ AWC ที่ลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 1 และเสาโทรคมนาคมของ AWC ที่ลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 2)

“รวมทั้งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินโทรคมนาคมของ BFKT และเสาโทรคมนาคมของ AWC จำนวนหนึ่ง ภายหลังจากวันครบกำหนดสัญญา HSPA และระบบใยแก้วนำแสง และระบบบอร์ดแบนด์ในพื้นที่ต่างจังหวัด”

อันดับที่ 4 ยังเป็นกองทุนที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยมีชื่อกองว่า “กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน” หรือ “JASIF” มีอัตราเงินปันผล 7.17% ซึ่งมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเส้นใยแก้วนำแสงจำนวน 1,680,500 คอร์กิโลเมตร ที่กองทุนได้ซื้อจาก ‘บริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ (TTTBB)’

“ซึ่งกองทุนได้เข้าทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมและแทนที่สัญญาบริหารดูแลและบำรุงรักษาทรัพย์สินกับ TTTBB โดยแต่งตั้งให้ TTTBB เป็นผู้จัดการและบริหารทรัพย์สินเส้นใยแก้วนำแสงเพื่อให้บริการซ่อมแซม บำรุงรักษา และบริหารจัดการทรัพย์สินเส้นใยแก้วนำแสงแทนกองทุน”

อันดับที่ 5 ที่ทิ้งท้ายด้วยกองทุนประเภทพลังงานและสาธารณูปโภค ที่ใช้ชื่อกองว่า “กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ชุดที่ 1 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย” หรือ “EGATIF” มีอัตราเงินปันผล 6.55% ที่ลงทุนในรายได้ค่าความพร้อมจ่ายในอนาคตของโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ชุดที่ 1 กำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 670 เมกะวัตต์ เป็นระยะเวลา 20 ปี

“ก็จบกันไปแล้วกับ 5 อันดับ ‘กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน’ ที่ให้อัตราเงินปันผลตอบแทนได้สูงที่สุดของกลุ่ม ซึ่งเป็นกองทุนที่เกี่ยวกับพลังงานและเทคโนโลยีเป็นส่วนใหญ่ แม้ว่าตัวเลขผลตอบแทนอาจจะดูไม่สูงนัก แต่สำหรับนักลงทุนที่แสวงหาโอกาสการสร้างรายได้จากการลงทุนที่สม่ำเสมอกองทุนดังกล่าวก็เป็นอีกหนึ่งเลือกที่ดี”