IAA Survey ครั้งที่ 4/2565 สรุปผลสำรวจความเห็นนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุน ต่อทิศทางการลงทุนในไตรมาส 4 ปี 2565
นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน แถลงผลการสำรวจความเห็นของนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนต่อมุมมองในด้านการลงทุนและคาดการณ์ทิศทางดัชนีราคาหุ้นไทย (SET Index) โดยครั้งนี้มีผู้ตอบแบบสำรวจทั้งหมด 25 บริษัท แบ่งเป็นบริษัทหลักทรัพย์จำนวน 22 บริษัท บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจำนวน 1 บริษัท และบริษัทโกลด์ฟิวเจอร์ส 2 บริษัท ซึ่งได้ปรับสมมติฐานหลักเป็นปัจจุบันแล้ว ผลสำรวจโดยสรุป ดังนี้
สมมติฐาน GDP ปี 65 นั้นผู้ตอบทุกรายมองว่าเป็นบวก ผู้ตอบที่ให้ตัวเลขต่ำสุดคือ 2.00% ส่วนค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.09% ลดลงจากการสำรวจครั้งก่อน (ก.ค.65) ซึ่งเคยใช้สมมติฐานที่ 3.18%
ส่วนสมมติฐาน GDP ปี 66 นั้นผู้ตอบทุกรายมองว่าเป็นบวก โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.86%
ทางด้านสมมติฐานราคาน้ำมัน มีค่าเฉลี่ยของผู้ตอบแบบสอบถามที่ 98.79 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยแยกตามกลุ่ม มีผู้ตอบดังนี้
-
80 – 89.99 เหรียญสหรัฐ มีผู้ตอบร้อยละ 4
-
90 – 99.99 เหรียญสหรัฐ มีผู้ตอบร้อยละ 28
-
100 – 109.99 เหรียญสหรัฐ มีผู้ตอบร้อยละ 68
เมื่อให้มองยาวไปจนถึงสิ้นปี 2565 ปัจจัยที่มีผลบวกต่อดัชนีราคาหุ้นไทยในปี 2565 ได้แก่ เศรษฐกิจภายในประเทศ ผู้ตอบแบบสำรวจ 96% เทคะแนนให้อย่างชัดเจนว่าเป็นผลบวก รองลงมาผู้ตอบ 92% ผลประกอบการ บจ.ปี65 และ ผลประกอบการ บจ.ปี66 มีผู้ตอบ 80% ตามลำดับ
ส่วนปัจจัยที่จะส่งผลในด้านลบต่อตลาดทุนไทยในขณะนี้จนถึงสิ้นปี 2565 ได้แก่ ปัจจัยด้านเศรษฐกิจต่างประเทศทั้ง อเมริกา ยุโรป เอเชีย ผู้ตอบทั้งหมด เทคะแนนให้อย่างชัดเจนว่าเป็นผลลบ รองลงมาทิศทางอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐอเมริกา (FED) และปัจจัยด้านการเมืองในต่างประเทศ มีผู้ตอบเท่ากันที่ 92% ตามมาด้วยการลดหรือยุติมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ของประเทศสำคัญทั่วโลก มีผู้ตอบ 84% ตามลำดับ
สมาคมนักวิเคราะห์ฯ ได้สอบถามความเห็นของนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนเกี่ยวกับ ข้อเสนอแนะว่าภาครัฐควรเร่งนโยบายเรื่องใดที่มีผลบวกต่อภาวะเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่เสนอให้ภาครัฐใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว จำนวนร้อยละ 39.29 ของผู้ตอบเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม จำนวนร้อยละ 35.71 ของผู้ตอบ เสนอด้านการช่วยเหลือภาคธุรกิจ ได้แก่ นโยบายกระตุ้นการลงทุน สนับสนุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ช่วยสภาพคล่องรักษาการจ้างงาน SME รวมถึงสนับสนุนกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น และมีผู้ตอบร้อยละ 25 เสนอนโยบายที่เพิ่มกำลังซื้อแก่ประชาชน เพื่อกระตุ้นการบริโภค ได้แก่ ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ลดภาษีบุคคลธรรมดา
ด้านการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ กนง.ในไตรมาส 4 ปี 2565 มีนักวิเคราะห์ถึง 56% ที่คาดว่าจะปรับขึ้น 0.25% ส่วนที่เหลือนั้น มี 32% ที่มองว่าปรับขึ้น 0.50% ทั้งนี้มีเพียง 4% ที่มองว่าปรับขึ้น 1.00% หรือมากกว่า และมี 8% ที่มองว่าจะไม่มีการปรับในไตรมาส 4 ปีนี้
ด้านการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. ในปี 2566 มีนักวิเคราะห์ถึง 36% ที่คาดว่าจะปรับขึ้น 0.50% ส่วนที่เหลือนั้น มี 24% ที่มองว่าปรับขึ้น 0.75% ผู้ตอบ 16% ที่มองว่าจะปรับขึ้น 1.00% และมี 12% ที่มองว่าปรับขึ้น 0.25% ตามลำดับ ทั้งนี้มีเพียง 4% ที่มองว่าคงที่
คาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ปี 2565 ของตลาดเฉลี่ยที่ 100.36 บาท เพิ่มขึ้นกว่าผลสำรวจครั้งก่อน ซึ่งอยู่ที่ 94.47 บาทต่อหุ้น โดย แยกตามกลุ่มมีผู้ตอบดังนี้
-
90 – 99.99 บาท มีผู้ตอบร้อยละ 63
-
100 – 109.99 บาท มีผู้ตอบร้อยละ84
-
110 – 119.99 บาท มีผู้ตอบร้อยละ 53
EPS Growth ของปี 2565 คาดว่า EPS Growth เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 13.51 เมื่อแยกตามช่วงระดับการเติบโต จะอยู่ระหว่างร้อยละ
-
1 - 99 มีผู้ตอบร้อยละ 23.53
-
10 - 19.99 มีผู้ตอบร้อยละ 71
-
20 - 29.99 มีผู้ตอบร้อยละ 76
สำหรับจุดสูงสุดของ SET Index ช่วง ต.ค. - ธ.ค. 65 เฉลี่ยที่ระดับ 1,709 จุด ทั้งนี้มีผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 57.14 ที่คาดว่าดัชนีจะทำจุดสูงสุด 1,601 – 1,700 จุด และมีผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 42.86 ที่คาดว่าจุดสูงสุดจะอยู่ในช่วง 1,501 – 1,600 ตามลำดับ
เมื่อมองจุดต่ำสุดของไตรมาส 4 ปี 2565 นักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุน คาดการณ์จุดต่ำสุดของดัชนีราคาหุ้นไทย (SET Index) ช่วง ต.ค. - ธ.ค.65 มีค่าเฉลี่ยจุดต่ำสุด ที่ 1,585 จุด
ทั้งนี้นักวิเคราะห์ และผู้จัดการกองทุนคาดเป้าหมายดัชนี ณ วันสิ้นปี 2565 มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1,685 จุด ซึ่งเพิ่มขึ้น 39 จุดจากระดับคาดการณ์ไว้ครั้งก่อน อยู่ที่ 1,646 จุด
ความเห็นของนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนเกี่ยวกับการจัดพอร์ตการลงทุน แนะนำ ให้มีเงินสด / เงินฝากระยะสั้นร้อยละ 19.57 ของพอร์ต และมีกองทุนตราสารหนี้ร้อยละ 18.91
ส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงนั้น แนะนำให้แบ่งเงินลงทุนไว้ในหุ้นไทยหรือกองทุนหุ้นไทย ร้อยละ 26.30 รองลงมา ลงทุนในหุ้นต่างประเทศหรือกองทุนหุ้นต่างประเทศ ร้อยละ 20.43 ตามมาด้วย กองทุนอสังหา/REIT ร้อยละ 8.83 และการแบ่งเงินลงทุนไว้ในทองคำ ร้อยละ 5.96
หมวดธุรกิจที่แนะนำเพิ่ม- ลดน้ำหนักการลงทุนในไตรมาส 4
สำหรับในการลงทุนหุ้นไทยนั้น แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุน ในหมวดธุรกิจ ค้าปลีก ธนาคาร การท่องเที่ยว ในขณะที่ให้ลดน้ำหนักการลงทุนใน หมวดธุรกิจปิโตรเคมี พลังงานและสาธารณูปโภค รวมถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
หุ้นเด่น
รายชื่อหุ้นที่นักวิเคราะห์แนะนำโดยมีจำนวนสำนักวิเคราะห์แนะนำตรงกันตั้งแต่ 5 สำนักขึ้นไป มีดังนี้
-
ADVANC ได้ประโยชน์จากความต้องการใช้สื่อสารเพิ่มในช่วงเลือกตั้งหาเสียง ระยะกลางได้แรงหนุนจากการควบรวม 3BB, BJC
-
AOT มุมมองในระยะสั้น จากตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติหลังไทยยกเลิกระบบ Thailand Pass ตั้งแต่ 1 ก .ค. 65 หนุนให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ราว 4 ล้านคน ในเดือน ส.ค. (45% เทียบกับช่วง Pre COVID-19) ส่งผลให้ผลประกอบการ 4Q64/65 ของ AOT มีผลขาดทุนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ QoQ และคาดมีโอกาสกลับมาทำกำไรปกติได้ใน 1-2 ไตรมาสข้างหน้า
-
BBL มองเป็นธนาคารพาณิชย์ใหญ่ที่ได้เปรียบจากการที่ กนง. ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งที่ 2 ในปีนี้ที่ระดับ 25% มาอยู่ที่ 1%
-
KBANK ปัจจัยสนับสนุนจากอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น นอกจากนี้การทำธุรกิจร่วมทุน JK AMC ทำให้ KBANK มี Balance Sheet ที่แข็งแกร่งมากขึ้น
