ลิสต์ 4 หุ้น Laggards ราคาต่ำกว่าก่อนสงคราม ต้นทุนผ่านจุดพีค หนุนครึ่งปีหลังฟื้น
แม้สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังมีรายงานการตอบโต้ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นในระยะสั้น แต่ตลาดยังมองว่าโอกาสบานปลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบมีจำกัด ส่งผลให้ราคาน้ำมันยังเคลื่อนไหวใกล้ระดับก่อนเกิดความขัดแย้ง
การที่ราคาน้ำมันกลับสู่ระดับปกติ ทำให้ความกังวลด้านต้นทุนพลังงานและการเดินทางเริ่มผ่อนคลาย นักวิเคราะห์จึงมองว่าครึ่งหลังปี 2569 จะเป็นช่วงของการลงทุนภายใต้ธีม Normalization Plays หรือ "การกลับสู่ภาวะปกติ" โดยเน้นคัดเลือกหุ้นที่ได้รับอานิสงส์จากต้นทุนที่ทยอยลดลงและอุปสงค์ที่ฟื้นตัว มากกว่าการลงทุนแบบหว่านทั้งตลาด
บล.บัวหลวง มองว่า การปรับลดลงของราคาน้ำมันดิบ Brent สู่ระดับ 73-75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ใกล้เคียงระดับก่อนเกิดสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน เป็นจุดเริ่มต้นของธีม Normalization Plays โดยต้นทุนพลังงาน การเดินทาง และกิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มทยอยกลับสู่ภาวะปกติ ส่งผลให้โอกาสการลงทุนในช่วงครึ่งปีหลังจะมาจากการคัดเลือกหุ้นรายตัวมากกว่าการลงทุนทั้งตลาด
โดยต้นทุนการผลิตหลายประเภทเริ่มผ่านจุดสูงสุด โดยเฉพาะราคาทูน่าที่ลดลงจาก 2,000 เหรียญต่อตันในเดือน มี.ค. เหลือราว 1,730 เหรียญต่อตันในเดือน พ.ค. รวมถึงต้นทุนเม็ดพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ที่เริ่มผ่อนคลาย แม้ผลของต้นทุนเดิมอาจยังสะท้อนในผลประกอบการช่วง 3Q26 แต่คาดแรงกดดันจะทยอยลดลงและช่วยหนุนการฟื้นตัวของอัตรากำไรในช่วงครึ่งปีหลัง
ด้านการเดินทาง มีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องจากต้นทุนที่ลดลง ประกอบกับมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวของภาครัฐ เช่น "เที่ยวไทยคนละครึ่ง 2026" รวมถึงโครงการส่งเสริมการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวจีนยังมีแนวโน้มเร่งตัวจากช่วง Summer Holiday, Golden Week และงาน Tomorrowland ช่วงปลายปี
ฝ่ายวิเคราะห์ยังคาดเศรษฐกิจไทยจะผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 3/69 ก่อนทยอยฟื้นตัวในไตรมาส 4/69 จากแรงหนุนของการท่องเที่ยว การลงทุนภาคเอกชน และการส่งออก อย่างไรก็ตาม ยังมองว่า SET มี Upside จำกัดบริเวณ 1,620 จุด เนื่องจากต้นทุนพลังงานยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ทำให้กลยุทธ์ยังเน้นการเลือกหุ้นรายตัว
สำหรับหุ้นเด่นภายใต้ธีมนี้เน้นหุ้น Laggards ราคายังต่ำกว่าก่อนสงคราม ต้นทุนทยอยลดหนุนกำไรผ่านจุดต่ำสุด และทยอยฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง รวมถึงปันผลสูง ได้แก่
ICHI
ฝ่ายวิเคราะห์คาดเดือน เม.ย.-พ.ค. 69 สินค้าน้ำด่าง (18% ของรายได้รวม) เติบโต 30-40% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่ชาเขียวคาดฟื้นตัว 2-4% จากช่วงเดียวกันปีก่อน (จาก -5% ในไตรมาส 1/69) คาดช่วยหนุนรายได้รวมเติบโต 10%
รวมถึงได้แรงหนุนจากโครงการไทยช่วยไทย และต้นทุนพลาสติกที่คาดสูงสุดในไตรมาส 2/69 ก่อนลดลงในครึ่งปีหลัง เป็นปัจจัยหนุน margin ทั้งนี้ คาดการณ์ ICHI ปันผลปี 2569 ที่ 7% โดย consensus ให้ราคาเป้าหมายเฉลี่ย 14.5 บาท
TU
ฝ่ายวิเคราะห์คาดกำไรผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2/69 ก่อนทยอยฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง จากราคาต้นทุนทูน่าที่ปรับลดจาก 2,000 ดอลลาร์ต่อตัน (มี.ค.) สู่ 1,730 ดอลลาร์ต่อตัน (พ.ค.) นอกจากนี้ต้นทุนพลังงานและ packaging ยังเริ่มผ่อนคลาย (เหล็กอ่อนตัวจากจุดสูงสุด พ.ค.)
ทั้งนี้ ต้นทุนผ่านจุดพีคแล้ว แต่ยังมี spill over บางส่วนในไตรมาส 3/69 โดยคาดการณ์ปันผลปี 2569 ที่ 6% และให้คำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 13.60 บาท
ERW
ฝ่ายวิเคราะห์คาดได้แรงหนุนต่อเนื่องจากนักท่องเที่ยวจีนที่มีแนวโน้มเร่งตัวจากช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อนของจีน (Summer Holiday) เดือนก.ค.–ส.ค. 69 ต่อด้วยช่วง Golden Week จีนเดือนต.ค. 69
อีกทั้งสัดส่วนโรงแรมกรุงเทพฯ และพัทยา คิดเป็น 69% ของรายได้ ทำให้ได้รับประโยชน์จากงานประชุมและอีเวนต์ในไตรมาส 4/69 ทั้งการประชุม IMF2026 และงาน Tomorrowland โดยคาดการณ์ ERW ปันผลปี 2569 ที่ 2.5% พร้อมให้คำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 3.40 บาท
BH
ฝ่ายวิเคราะห์คาดกำไรไตรมาส 2/69 เป็นจุดต่าสุดก่อนฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง โดยประเมินผู้ป่วยต่างชาติกลับมาแล้ว 60-70% ของช่วงก่อนเกิดสงคราม (พ.ค.) และมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มตะวันออกกลาง หลังสงครามคลี่คลาย
อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ BH ปันผลปี 2569 ที่ 3.4% โดยฝ่ายวิเคราะห์ให้คำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 220 บาท

