PROS ปี 64 บุ๊คกำไร 37.13 ลบ. ตั้งธงรายได้ปี 65 โต 10-15%

พรอสเพอร์ เอ็นจิเนียริ่ง (PROS) ประกาศผลประกอบการปี 2564 รายได้รวมอยู่ที่ 1,029.69 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 9.65 จากปีก่อน ขณะที่มีกำไรสุทธิ 37.13 ล้านบาท ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด ส่งผลให้ต้องปิดไซต์งานก่อสร้าง ล่าสุดตุนแบ็คล็อกแน่นๆ 2,200 ล้านบาท ทยอยรับรู้รายได้ 2 ปี เปิดแผนปี 2565 ตั้งธงรายได้โต 10-15% มีแผนประมูลงานใหม่ๆ อีกกว่า 8,000 ล้านบาท ด้านบอร์ดไฟเขียวเสนอผู้ถือหุ้น จ่ายเงินปันผลงวดครึ่งปีหลังอีก 0.03 บาท/หุ้น ให้ Dividend yield ปี 2564 สูงถึง 91%


นายพงศ์เทพ รัตนแสงสรวง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พรอสเพอร์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ PROS ผู้ให้บริการรับเหมาติดตั้งงานระบบวิศวกรรมประกอบอาคาร เปิดเผยว่า ผลประกอบการของบริษัทในปี 2564 มีรายได้รวมจำนวน 1,029.69 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้จำนวน 939.06 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.65 ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 37.13 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 51.13 ล้านบาท ทั้งนี้ สาเหตุมาจากการปรับตัวสูงขึ้นของต้นทุนค่าวัสดุอุปกรณ์ตามราคาเหล็กและทองแดงในตลาดโลก และการขาดแคลนแรงงานของผู้รับเหมาช่วง จากผลกระทบของการเกิดโรคระบาด COVID-19 


ปัจจุบันบริษัทต้องเร่งส่งมอบงานให้กับลูกค้าภายในช่วงครึ่งแรกของปี 2565 หลายโครงการ โดยเป็นงานในมือที่ค้างมาจากปี 2564 เนื่องจากผลกระทบจากสถานการณ์โควิดที่มีการระบาดหลายระลอก ส่งผลให้ต้องปิดไซต์ก่อสร้าง ทำให้เกิดปัญหาการส่งมอบงานล่าช้า ขณะเดียวกันในปีนี้บริษัทยังเดินหน้ายื่นประมูลงานใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยเป็นงานของกลุ่มห้างสรรพสินค้า (Modern Trade) ห้างค้าปลีก (Department Store) สำนักงาน คอนโดมิเนียม และได้มีความร่วมมือกับพันธมิตรในการประมูลงานภาครัฐอย่างต่อเนื่อง


นอกจากนี้ส่วนของงานภาครัฐ บริษัทกำลังเข้ายื่นประมูลในโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมกับผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ ส่วนกลุ่มงานโรงพยาบาล ยังมีโอกาสเข้าประมูลอย่างต่อเนื่อง ส่วนงานอาคารสำนักงาน คอนโดมิเนียม ยังมีการขยายตัวจากแผนการลงทุนของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ โดยประเมินว่าเป้าหมายปีนี้ สัดส่วนงานภาครัฐปีนี้จะอยู่ที่ 40% และเอกชน 60% จากเดิมงานภาครัฐอยู่ที่ 30% และงานเอกชน 70%


อีกความท้าทายของบริษัทในปีนี้ คือเรื่องสถานการณ์ของการขาดแคลนแรงงาน ซึ่งยอมรับว่าได้รับผลกระทบอยู่บ้าง เนื่องจากธุรกิจของ PROS ต้องใช้ทักษะและความเชี่ยวชาญในงานระบบวิศวกรรม แต่ทั้งนี้ทีมบริหารได้วางกลยุทธ์ ที่จะอบรมให้ความรู้และพัฒนาบุคลากรภายใน เพื่อรองรับงานในอนาคตมากขึ้น รวมถึงการจัดหาแรงงานต่างชาติเพื่อแก้ปัญหาแรงงานขาดแคลนในระยะยาว 


นอกจากนี้ในส่วนของค่าวัสดุอุปกรณ์ เช่น ราคา PVC ทองแดง เหล็ก เป็นต้น มีการปรับราคาขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงต้นปี 2564 ทำให้ต้นทุนโครงการสูงขึ้น แต่ทั้งนี้บริษัทได้มีการจัดหาซัพพลายเออร์เพิ่ม มีการเจรจาต่อรองสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้า เพื่อบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น


สำหรับแผนธุรกิจปี 2565 บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้เติบโต 10-15% จากปีก่อน กลยุทธ์การเติบโตของบริษัท มีจุดแข็งคือการกระจายกลุ่มลูกค้า การรับงานตรงจากลูกค้าโดยเลือกลูกค้าที่มีฐานะการเงินมั่นคง และขยายสัดส่วนไปรับงานภาครัฐมากขึ้น รวมทั้งเลือกรับงานในกลุ่มลูกค้าเดิมที่เป็นงานระยะสั้น เพราะว่าได้เงินเร็วและสามารถควบคุมต้นทุนจากความผันผวนของราคาสินค้าได้ ปัจจุบันบริษัทมีงานในมือราว 2,200 ล้านบาท


“สำหรับภาพรวมธุรกิจในปีนี้คาดว่าจะขยายตัวขึ้นจากปีก่อน โดยมองว่าหลังรัฐบาลประกาศเปิดประเทศตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา เป็นสัญญาณเชิงบวกที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน จะกระตุ้นภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศ ซึ่งภาคเอกชนเริ่มทยอยเปิดตัวงานโครงการใหม่เพิ่มขึ้น เช่น กลุ่มคอนโดมิเนียม ห้างสรรพสินค้าและค้าปลีก ที่เลื่อนแผนมาจากปี 2564 เนื่องจากสถานการณ์โควิด จะเป็นปัจจัยบวกต่อการดำเนินกิจการของบริษัท” นายพงศ์เทพ กล่าว


ด้านแผนการลงทุนปีนี้ บริษัทวางงบลงทุนไว้ราว 12 ล้านบาท ใช้สำหรับซื้อเครื่องจักร วัสดุอุปกรณ์ รวมถึงการลงทุนด้านเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการงานหลังบ้านให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และอยู่ระหว่างการพิจารณาลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องเพื่อรองรับการขยายตัวในอนาคต


ทั้งนี้ เพื่อสะท้อนความเชื่อมั่นและตอบแทนผู้ถือหุ้น ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติให้เสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติจ่ายเงินปันผล สำหรับผลการดำเนินงานงวดปี 2564 ให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัท ในอัตราหุ้นละ 0.06 บาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากการจ่ายเงินปันผล (Dividend Yield) ที่สูงถึง 91 % จากนโยบายไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ของกำไรสุทธิหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งได้จ่ายปันผลระหว่างกาลไปแล้วสำหรับงวด 1 มกราคม – 30 มิถุนายน 2564 ในอัตราหุ้นละ 0.03 บาท เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2564 โดยยังเหลือเงินปันผลจ่ายสำหรับงวด 1 กรกฎาคม - 31 ธันวาคม 2564 ในอัตราหุ้นละ 0.03 บาท หรือคิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 16.20 ล้านบาท กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผล (Record date) วันที่ 11 มีนาคม 2565 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 20 พฤษภาคม 2565 

Most Viewed
News Highlight
พูลอุดม ครบรอบ 50 ปี เดินหน้าสู่ Green Supply Chain ยกระดับวัตถุดิบอาหารสัตว์–โลจิสติกส์คาร์บอนต่ำ รับทิศทางการค้าโลก
Updated 16 hours ago
Banking
เปิดเทรนด์ Payment Technology จาก Cashless สู่ Intelligent Payment ขับเคลื่อนการเงินไทยสู่เศรษฐกิจดิจิทัล
Updated 1 day ago
Insurance
เมืองไทยประกันชีวิต ผนึก Jones’ Salad ลุยแคมเปญสุขภาพมิติใหม่ ชูแนวคิด “กินดี + มีประกัน คือ เกราะป้องกันที่ดี (เริ่ด)” ส่งเสริมคนไทยมีสุขภาพและความคุ้มครองที่ดี เพื่อชีวิตที่ยืนยาวมั่นคง
Updated 13 hours ago
Fund Move
"UOB Group" ได้บรรลุข้อตกลงในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการถือครองธุรกิจของกลุ่ม "UOB Asset Management Ltd" ของทั้งภูมิภาค...ให้แก่ "Allianz Global Investors" คาดเรียบร้อยปีหน้า
Updated 18 hours ago
Stock of the Day
กลุ่มท่องเที่ยว-F&B รับอานิสงส์ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” โรงแรม-ร้านอาหาร รับแรงหนุน Voucher ชู CENTEL-MAGURO เด่นรับกำลังซื้อเพิ่ม
Updated 1 day ago
Follow Us