BBL สินทรัพย์สุดแข็งแกร่ง แถมราคายัง Laggard กูรูชี้มีปัจจัยบวกดันกำไรปีนี้โต 20%
หุ้นธนาคารกลับมาอยู่ในเรดาห์ของนักลงทุนอีกครั้ง หลังปัจจัยกดดันจากการตั้งสำรองและ NPL ลดลง ทำให้แนวโน้มผลประกอบการฟื้นตัวดีขึ้น รวมถึงยังได้รับปัจจัยบวกจากดอกเบี้ยที่เป็นขาขึ้นอีกด้วย ซึ่ง BBL หรือ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เป็นหนึ่งในหุ้นที่นักวิเคราะห์หลายสำนักแนะนำ โดยยกให้เป็นหุ้นธนาคารที่มีสินทรัพย์แข็งแกร่งมากที่สุดในกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ ด้วย NPL coverage สูงถึง 229% และคาดว่าจะได้ sentiment เชิงบวกจากดอกเบี้ยขึ้น ด้านกำไรสุทธิปี 2565 ก็ยังเติบโตต่อเนื่องตามการเติบโตของสินเชื่อและ credit cost ที่มีแนวโน้มลดลง ขณะที่ราคาหุ้นยัง Laggard เมื่อเทียบกับหุ้นธนาคารตัวอื่นๆ ทำให้ BBL เป็นอีกหุ้นเด่นที่น่าลงทุนในกลุ่มธนาคาร
โดยนักวิเคราะห์จากบล.ไทยาณิชย์ ระบุว่า แนะนำให้ลงทุนใน BBL ด้วย 5 เหตุผล คือ 1. BBL อยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุด ที่จะได้โอกาสในการขยายสินเชื่อจากการย้ายฐานธุรกิจมายังอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอินโดนีเซีย เวียดนาม และประเทศไทย และการส่งออกที่คาดว่าจะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นธนาคารที่ใหญ่สุดในไทยและมีเครือข่ายในต่างประเทศมากที่สุด
2. ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ต่ำสุดในกลุ่ม เนื่องจากมีสัดส่วนของลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่สูงที่สุดในกลุ่ม โดยมีสัดส่วนเงินให้สินเชื่อภายใต้มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ต่ำที่ 11% และมี LLR coverage สูงถึง 217%, 3. ช่วงที่เหลือปีนี้คาดกำไรจะฟื้นตัวทั้งจากไตรมาสเดียวกันปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่ทั้งปี 2565 คาดกำไรเติบโต 20% จากปี 2564 จาก Credit Cost ที่จะลดลง 38bps หลังเร่งตั้งสำรองล่วงหน้าไปแล้วและคาดสินเชื่อโต 6% ส่วน NIM ทรงตัวและ Non-NII คาดลดลง 14% จากการลดลงของกำไรในเครื่องมือทางการเงิน
4. ได้ประโยชน์จากวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นและ Valuation ปัจจุบันน่าสนใจ โดยซื้อขายด้วย Price to Book ปี 2565 ที่ 0.5x เทียบกับ ROE ที่ 6.3% ทำให้ราคาหุ้น BBL ยัง Laggard และมองยังไม่สะท้อนแนวโน้มกำไรที่โตดีขึ้น และ 5. ประเมินราคาเป้าหมายอยู่ที่หุ้นละ 163 บาท และคาดมีเงินปันผลจ่ายจากกำไรปี 2565 ที่หุ้นละ 4.00 บาท คิดเป็น Dividend Yield ราวปีละ 3.0%
ด้านบล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ระบุว่า คาดกำไร BBL ปีนี้เติบโตเด่น 16% จากปีก่อน แรงหนุนจากการเติบโตแข็งแกร่งของสินเชื่อธุรกิจและต้นทุนสินเชื่อที่ลดลงในปี 2565 โดย BBL น่าจะได้ประโยชน์จากความต้องการสินเชื่อที่แข็งแกร่งจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงคาดแนวโน้มดอกเบี้ยของไทยจะกลับมาเป็นขาขึ้นอีกครั้งตั้งแต่ไตรมาส 3/65 ซึ่งจะช่วยหนุน NIM ดีขึ้น ซึ่งประเมิน BBL จะได้ประโยชน์สูงจากดอกเบี้ยขาขึ้น นอกจากนี้ คุณภาพสินทรัพย์ของ BBL ยังไม่น่าห่วงเนื่องจาก NPL coverage สูงถึง 229% ในไตรมาส 1/65 ด้าน Valuation อยู่ในระดับที่น่าดึงดูด โดยปัจจุบันซื้อขายเพียง Price to Book 0.49 เท่า แนะนำ ซื้อ เป้าหมายเชิงกลยุทธ์ 165 บาท
ขณะที่บล.โนมูระ พัฒนะสิน ระบุถึงแนวโน้มการเติบโตในไตรมาส 2/65 ว่า คาดกำไรสุทธิไตรมาส 2/65 จะเติบโตจากไตรมาส 2/64 เพราะค่าใช้จ่ายสำรอง และ Credit cost ลดลง และฐานสินเชื่อที่ขยายตัวจากการเบิกจ่ายสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ แต่คาดกำไรลดลงจะลดลงจากไตรมาส 1/65 เพราะค่าใช้จ่ายปรับเพิ่มขึ้นตามฤดูกาล ส่วนภาพรวมปี 2565 ยังคงประมาณการกำไรสุทธิที่ 2.8 หมื่นล้านบาท เติบโต 5% จากปีก่อน หนุนจากค่าใช้จ่ายสำรองลดลง เพราะ BBL เร่งตั้งสำรองล่วงหน้าไปมากแล้วด้านสินเชื่อในปี 2565 คาดขยายตัว 4% จากปีก่อน
ดังนั้น จึงคงคำแนะนำ ซื้อ และคงราคาเป้าหมายปีนี้ที่ 165 บาท โดยมองว่า BBL เป็นธนาคารที่มีคุณภาพสินทรัพย์แกร่งสุดในกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ และมีความเป็นผู้นำด้านสินเชื่อธุรกิจ ซึ่งจะได้อานิสงส์โดยตรงจากการเติบโตของเศรษฐกิจทั้งในไทยและอินโดนีเซีย (Permata)

