คัด 10 หุ้นเด่นในครึ่งปีหลัง แถมแข็งแกร่งแม้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย

ในช่วงช่วงครึ่งแรกของปี 2565 ผ่านไปเรียบร้อยแล้ว ท่ามกลางแรงกดดันต่างๆที่เข้ามากระทบตลาดหุ้นทั่วโลก ทำให้นักลงทุนหลายๆคนต่างได้ผลลัพธ์ที่เป็นลบตามๆกันไป ซึ่ง ณ เวลานี้ก็ได้ก้าวสู่ช่วงครึ่งหลังของปี 2565 กันแล้ว หากนักลงทุนมองหากลยุทธ์ในการลงทุน Wealthy Thai หาคำตอบมาให้แล้ว เพื่อเตรียมรับมือกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในช่วงนี้


สะท้อนจากมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ที่ได้ออกมาประเมินภาพรวมการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี 2565 ไว้อย่างน่าสนใจ โดยระบุว่า ภาพรวมการลงทุนในในช่วงครึ่งหลังของปี 2565 มีปัจจัยกดดันหลักจากต่างประเทศโดยเฉพาะประเด็นเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงสงครามที่ลากยาวซึ่งทำให้ราคาน้ำมันคาดว่ายังคงอยู่ในระดับสูงราว 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในครึ่งหลังของปี 2565 อย่างต่อเนื่อง กดดันเศรษฐกิจโลกชะลอตัว โดยล่าสุด World Bank ปรับลดคาดการณ์ GDP ลงเหลือ +2.9%จากปีก่อน ซึ่งปรับลงมากในฝั่งสหรัฐฯและยุโรปที่ถูกกระทบชัดที่สุด


ขณะที่นโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลกจำเป็นต้องตึงตัวขึ้นเร็วทั้งการขึ้นดอกเบี้ยโดยเฉพาะ FED รวมถึงการลดขนาดงบดุลดูดสภาพคล่องออกเพื่อสกัดเงินเฟ้อที่ปัจจุบันสูงกว่ากรอบเป้าหมาย 2% อยู่มาก ท่ามกลางเศรษฐกิจที่โตชะลอ เข้าข่ายภาวะ Stagflation และมีโอกาสลามไปถึงขั้นเกิด Recession ในระถัดไป หากเงินเฟ้อสูงยาวนานกว่าคาด ซึ่งกดดันบรรยากาศการลงทุนโดยเฉพาะสินทรัพย์เสี่ยง อย่างไรก็ตามหากเปรียบเทียบกับช่วงปี 1,970-1,980 ที่เกิด Stagflation และ Recession ฝ่ายวิจัยมองว่าสถานการณ์ในปัจจุบันยังไม่รุนแรงเท่า แต่จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการปรับตัวนครึ่งหลังปี 2565 เป็นอย่างน้อย


บรรยากาศการลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงถูกกดดันจากประเด็นเงินเฟ้อทั่วโลกที่อยู่ในระดับสูง โดยหนึ่งในสาเหตุหลักคือสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ 24 ก.พ.65 และยังคงลากยาวถึงปัจจุบัน ส่งผลให้มีมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียโดยเฉพาะการแบนพลังงาน กดดันให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นต่อเนื่องและกดดันเงินเฟ้อให้เร่งตัว และเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะสหรัฐฯและยุโรปที่เติบโตในอัตราที่ชะลอตัวลง ล่าสุดประมาณการเศรษฐกิจของ World Bank เดือน มิ.ย. มีการปรับลด GDP โลกปี 2565 ลงจาก +4.1%เทียบปีก่อน มาเหลือเพียง +2.9% เทียบปีก่อน”


ดังนั้นปัจจัยบวกหลักจึงยังอยู่ที่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเติบโตแข็งแรงกว่าฝั่งประเทศพัฒนาแล้ว โดยได้อานิสงส์จากการผ่อนคลายมาตรการคุม COVID-19 ของศบค. รวมถึงแผนการเปิดประเทศเต็มรูปแบบในครึ่งหลังปี 2565 หนุนภาคการท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัวซึ่งเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจระยะยาว ซึ่งธปท.คาด GDP ปี 2565 ขยายตัว 3.3%จากปีก่อน และจะเร่งตัวขึ้นเป็น +4.2% ในปี 2566 ซึ่งไม่เข้าข่าย Stagflation เทียบกับประเทศพัฒนาแล้วที่คาดโตชะลอตัว +2.6%Y และ +2.2% ในปี 2565-2566 ตามลำดับ


ส่วนประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนของ SET Index จาก Bloomberg Consensus ปัจจุบันคาดที่ราว 97 บาท แต่ฝ่ายวิจัยเชื่อว่ามีโอกาสเห็นการปรับประมาณการลงในไตรมาส 3/65 เล็กน้อยเหลือราว 94-95 บาท จากแรงกดดันด้านต้นทุนตามราคา Commodity ที่สูง ประกอบกับนโยบายการเงินที่ตึงตัวเร็วทำให้ฝ่ายวิจัย Rerate Target PER ลงเหลือ 17.5 เท่าใกล้เคียงช่วงปี 2560-62 ที่ภาพรวมนโยบายการเงินใกล้เคียงกัน ส่งผลให้ SET Target ปี 2565 ของฝ่ายวิจัยปรับลงจาก 1,770 จุดเหลือ 1,670 จุด


โดยกลยุทธ์การลงทุนประเมินระดับ 1520 จุด (บวกลบ) เป็นระดับที่เหมาะในการทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานโดยมี Upside ใกล้ 10% จากดัชนีเป้าหมาย โดยเน้นลงทุนในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับสินค้าบริการจำเป็นที่คาดถูกกระทบจำกัดและผันผวนต่ำจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก รวมถึงกลุ่ม Reopening Play ที่ได้อานิสงส์จากการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว จึงเลือก หุ้นเด่นในช่วงครึ่งหลังของปี 2565 ได้แก่ BBL, CK, CPN, MAKRO, ORI, PR9, SAPPE, SHR, SISB, TFG


“จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอนและมีความเสี่ยงชะลอตัวเงินเฟ้อและราคาน้ำมันที่สูงกดดันกำลังซื้อในประเทศ จึงเน้นลงทุนในหุ้น Value และ Defensive Play ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการจำเป็น ได้แก่ อาหาร เนื้อสัตว์ การแพทย์ อสังหาฯ ระดับบน ซึ่งคาดว่าจะเห็นการเติบโตของกำไรและการเคลื่อนไหวของราคาที่แข็งแกร่งกว่าตลาด นอกจากนี้การเปิดประเทศเต็มรูปแบบที่จะเกิดขึ้นในครึ่งหลังปี 2565 คาดว่ายังหนุนกลุ่ม Reopening โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยวให้ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง จึงแนะนำหุ้นเด่นดังกล่าว”

 



BBL ราคาเป้าหมาย 134 บาท (มีแนวโน้มปรับขึ้น)

คาดกำไรงวดไตรมาส 2-4/65 เติบโตทุกๆไตรมาส เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการตั้งสำรองที่ลดลง คุณภาพสินทรัพย์ที่คาดรักษาระดับทรงตัวได้ โดยพอร์ตส่วนใหญ่ของ BBL เป็นลูกค้ารายใหญ่ประมาณ 40% ซึ่งได้รับผลกระทบจำกัดจากภาวะเงินเฟ้อ


คาดกำไรสุทธิปี 2565 เติบโต 13%จากปีก่อน และปี 2566 เติบโตอีก 11% โดยประเมินว่ามี Upside เพิ่มเติมหากดอกเบี้ยนโยบายมีการปรับขึ้น เนื่องจาก BBL เป็นหนึ่งในธนาคารที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดจากแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น ด้าน Valuation ถือว่ายังถูกมาก เทรด P/BV ต่ำ เพียง 0.5 เท่า ทำให้ Downside จำกัด



CK ราคาเป้าหมาย 26 บาท

ทิศทางการรับงานใหม่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องหนุน Backlog ปัจจุบันไต่ระดับขึ้นเป็น 6.5 หมื่นล้านบาท และอยู่ระหว่างรอเซ็นโรงไฟฟ้าหลวงพระบางของ CKP กว่า 8-9 หมื่นล้านบาทในครึ่งหลังปี 2565 คาดหนุนให้ Backlog แตะ 1.3 แสนล้านบาทในปีนี้ ซึ่งยังไม่รวมการเข้าประมูลงานใหม่อีกหลายโครงการ


ระยะสั้นมี Catalyst จากรถไฟฟ้าสายสีส้มที่ยื่นซอง 27 ก.ค. และรู้ผลปลายปีนี้ ซึ่งคาดกลุ่ม BEM-CK มีแต้มต่อเหนือคู่แข่ง บวกกับแนวโน้มงบไตรมาส 2/65 ฟื้นตัวเด่น ส่วนระยะกลาง-ยาวเป็นบวกตามการยกฐานปริมาณงานในมือ ขณะที่ราคาหุ้นเทรดบน P/BV 1.3 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 1.8 เท่า ยังไม่สะท้อนธุรกิจรับเหมาที่เข้าสู่ขาขึ้นรอบใหม่และ Discount NAV ที่ถือในบริษัทลูกอยู่มาก



CPN
ราคาเป้าหมาย 82 บาท

โมเมนตัมกำไรของ CPN คาดว่าจะฟื้นตัวชัดเจนในไตรมาส 2/65 เป็นต้นไปตามการ Reopening หนุนตัวเลขผู้ใช้บริการและผู้เช่าปรับตัวขึ้น เช่นเดียวกับยอดขายธุรกิจอสังหาฯ ส่งผลให้ส่วนลดที่ให้ผู้เช่าในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาจะทยอยหมดไป ระยะกลาง-ยาว การเติบโตรองรับจากการลงทุนใหม่ๆทั้งการเข้าซื้อหุ้น SF ศูนย์การค้า ที่อยู่อาศัย และโรงแรมวงเงิน 1.2 แสนล้านบาทในช่วง 5 ปีข้างหน้า โดยคาดกำไรปี  2565-66 เติบโตในอัตราเร่ง 202% และเติบโต 33% ตามลำดับเมื่อเทียบปีก่อนหน้า และกระทบค่อนข้างจำกัดจากเงินเฟ้อที่สูง



MAKRO ราคาเป้าหมาย 52 บาท

ระยะสั้นการฟื้นตัวของ Lotus’s อาจล่าช้ากว่าคาด จากค่าใช้จ่ายการปรับโครงสร้างที่ยังสูง แต่ระยะถัดไปในช่วงครึ่งหลังปี 2565-66 น่าจะได้เห็นการฟื้นตัวที่ดีขึ้น รวมถึง Synergy ที่จะเกิดขึ้นระหว่างกัน ขณะที่ธุรกิจค้าส่ง MAKRO ยังแข็งแกร่งต่อเนื่อง คาด SSSG ไตรมาส 2/65 เป็นบวกมากขึ้นราว 5-7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน


ทั้งนี้ยังคาดว่า MAKRO และ Lotus’s จะได้รับผลกระทบจาก Inflation ค่อนข้างจำกัด เพราะรายได้ส่วนใหญ่เป็นการขายอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงสินค้าอุปโภคๆต่างๆที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ฝ่ายวิจัยได้มีการทำ Sensitivity พบว่ากรณีมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทุก 10% คาดจะกระทบต่อกำไร MAKRO ราว 5.5% ซึ่งเชื่อว่าการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะเป็นบวกต่อรายได้ของกลุ่มค้าปลีกเพราะจะมีการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น โดยหาก SSSG ขยับขึ้นเพียง 1% ก็จะสามารถหักล้างผลลบของค่าแรงที่ปรับขึ้นได้ทั้งหมด ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาบริษัทจะได้ผลบวกสุทธิจากการปรับขึ้นค่าแรง



ORI ราคาเป้าหมาย 15 บาท

โมเมนตัมผลประกอบการในไตรมาส 1-4/65 คาดไต่ระดับขึ้นต่อเนื่องในทุกไตรมาส หนุนจากแผนโอนกรรมสิทธิ์คอนโดใหม่ 6 โครงการและการรุกเปิดโครงการแนวราบใหม่จานวนมากในครึ่งหลังปี 65 โดยคาดกำไรปกติปี 65 โตแกร่ง 35% จากปีก่อน สูงกว่ากลุ่มอสังหาฯ ที่ขยายตัว 14% จากปีก่อน


จุดเด่นคือการเพิ่มการครองส่วนแบ่งการตลาด, การขยายพอร์ตในธุรกิจอื่นซึ่งเริ่มเก็บเกี่ยวการลงทุนตั้งแต่ครึ่งหลังปี 2565 และมี Story การ Spin off บริษัทลูก เป็นปัจจัยหนุนการเติบโต ราคาหุ้นเทรดบน PER เพียง 7.4 เท่า ต่ำกว่ากลุ่มฯที่ 8.5 เท่า ซึ่งมองว่า ORI สมควรได้รับ Premium Valuation จากโมเดลธุรกิจที่แข็งแกร่งกว่า

 

PR9 ราคาเป้าหมาย 16.50 บาท

ระยะสั้นแนวโน้มกำไรไตรมาส 2/65 ยังเร่งตัวแกร่งจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากทิศทางรายได้เดือน เม.ย-พ.ค. ที่ยังแข็งแรงโดยเฉพาะการรักษาโรคซับซ้อนที่เพิ่มขึ้น ผู้บริหารคาดว่าเป้ารายได้ปีนี้เติบโต 20%จากปีก่อน ดีกว่าที่เคยประเมินช่วงต้นปีจาก ทั้งรายได้ผู้ป่วยต่างชาติและไทยที่ฟื้นตัว ส่วนเงินเฟ้อกระทบจำกัดต่อ PR9 จากราคาที่ยังถูกกว่าโรงพยาบาลระดับใกล้เคียงกันอื่นๆ คาดกำไรปี 65 เติบโต 65% จากปีก่อน เริ่มเก็บเกี่ยวประโยชน์จากการลงทุนอาคารใหม่เต็มที่



SAPPE ราคาเป้าหมาย 38 บาท (มีแนวโน้มปรับขึ้น)

คาดกกำไรสุทธิไตรมาส 2/65 จะเร่งตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ จากการเติบโตของตลาดส่งออกที่เริ่มออกดอกออกผลอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบันส่งออกไปกว่า 98 ประเทศทั่วโลก มีสัดส่วนรายได้ส่งออก 65% จึงได้ผลบวกจากบาทอ่อนค่า โดยผู้บริหารตั้งเป้ารายได้ 5 ปีข้างหน้าเติบโตปีละ 22% แตะ 1 หมื่นล้านบาทในปี 2569


โดยมองอินเดียจะกลายเป็น Rising Star ของบริษัท เริ่มเห็นการเติบโตเร่งตัวขึ้นใน 1-2 ไตรมาสที่ผ่านมา เป็นตลาดที่มีศักยภาพมากทั้งในแง่จำนวนประชากร และมีแผนขยายกำลังการผลิตครั้งใหญ่ในปี 2567-2568 ฐานะการเงินแข็งแกร่ง ไม่มีหนี้เงินกู้ยืมธนาคารและคาด Dividend Yield สูงราว 5-6% ต่อปี ทั้งนี้ประมาณการกำไรและราคาเป้าหมายยังมี Upside จากตลาดอินเดีย ซึ่งยังไม่ได้รวมไว้ใประมาณการ



SHR ราคาเป้าหมาย 5.20 บาท

โมเมนตัมการฟื้นตัวยังดีต่อเนื่องโดย Occupancy Rate ตั้งแต่ต้นไตรมาส 2/65 ถึงปัจจุบัน (2QTD) ยังฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง ขณะที่ ADR ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นและคาดชดเชยฝั่งต้นทุนที่เพิ่มได้ทั้งหมด ได้อานิสงส์จากการเปิดประเทศในครึ่งหลังปี 65 บริษัทประเมินว่ารายได้จะปรับตัวขึ้น 3 เท่าในปี 2568 ทั้งสินทรัพย์โรงแรมเดิมที่เติบโต การเปิดโรงแรมใหม่ รวมถึงดีล M&A ในอนาคตด้วยวงเงินลงทุน 4.5 พันล้านบาท ปัจจุบัน Valuation อยู่ในระดับต่ำเทียบกับคู่แข่งโดยเทรด PBV เพียง 1 เท่า เทียบกับกลุ่มที่ส่วนใหญ่เทรดราว 2.5-3 เท่า



SISB ราคาเป้าหมาย 15 บาท

คาดกำไรจะกลับมาเร่งตัวและเป็นขาขึ้นชัดเจนในไตรมาส 2/65 ทั้งจากไตรมาสก่อน และช่วงเดียวกันของปีก่อน หลังกลับมาเปิดทำการเรียนการสอนปกติ ส่งผลให้จำนวนนักเรียนปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกครั้งโดยเฉพาะเด็กเล็ก รวมถึงแรงหนุนจากการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการศึกษาหลังให้ส่วนลดในช่วง COVID-19 หนุนกำไรโตต่อเนื่องในครึ่งหลังปี 65 การเติบโตถูกรองรับด้วยการเปิด 2 Campus ใหม่ที่นนทบุรีที่การแข่งขันไม่สูง และระยองที่ประชากรมีรายได้ต่อหัวสูงเป็นอันดับ 2 ของประเทศซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพ จึงประเมินกำไรปี  2565-69 กลับสู่ช่วงเติบโตอีกครั้งเฉลี่ยที่ 29% CAGR



TFG ราคาเป้าหมาย 6.30 บาท (มีแนวโน้มปรับขึ้น)

แนวโน้มกำไรจะเร่งขึ้นต่อในไตรมาส 2–3/65 ทั้งจากปัจจัยฤดูกาล ปริมาณขายฟื้นตัวทั้งในประเทศและตลาดส่งออก รวมถึงราคาเนื้อสัตว์ยังปรับตัวสูงขึ้นได้ดี ทั้งราคาไก่หน้าฟาร์มล่าสุดขยับขึ้นแตะระดับ 45 บาท/กิโลกรัม และราคาหมูมีชีวิตทั้งตัวขยับขึ้น 100-110 บาท/กิโลกรัมแล้ว ซึ่งปรับขึ้นได้มากกว่าต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ ขณะที่มีรายได้ส่งออกไก่ราว 15% ของรายได้รวมคาดได้ผลบวกจากบาทอ่อน


โดยคาดแนวโน้มราคาเนื้อสัตว์ทรงตัวสูงขึ้นในช่วงครึ่งหลังปี 65 ส่วนหนึ่งเป็นผลจาก ASF ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นปี 65 ทำให้ผลผลิตหมูในไทยลดลงราว 20% และคาดต้องใช้เวลาราว 1.5-2 ปี กว่าผลผลิตจะกลับมาสู่ระดับปกติอีกครั้ง ฝ่ายวิจัยมีแนวโน้มปรับเพิ่มประมาณการกำไรและราคาเป้าหมาย เบื้องต้นอาจขยับมาอยู่ในกรอบ 6.50-7 บาท อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นได้ปรับขึ้นมาเร็วจึงแนะนำ “รอซื้ออ่อนตัว”

This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”