CENTEL ลุ้นครึ่งหลังผลงานฟื้นตัวโดดเด่น กูรูชี้สะสมได้ รอจังหวะราคาหุ้นย่อตัว
อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยกำลังฟื้นตัวตามสถานการณ์ Covid-19 ที่คลี่คลายและการเปิดประเทศของภาครัฐ ซึ่งทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยมากขึ้น โดยล่าสุด บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) คาดว่าในปีงบประมาณ 2565 จะมีผู้โดยสารรวม 45.60 ล้านคน และปริมาณเที่ยวบินรวม 402,970 เที่ยวบิน ฟื้นตัว 33% และ 45% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับปีงบประมาณ 2562 ซึ่งเป็นช่วงก่อนการแพร่ระบาดของ Covid-19 ซึ่งหากเป็นไปตามคาดการณ์เบื้องต้น ธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร รวมถึงผู้ประกอบการที่อยู่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวน่าจะได้รับประโยชน์ ช่วยสนับสนุนให้ผลประกอบการในปีนี้ฟื้นตัวดีขึ้น
CENTEL หรือ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) เป็นหนึ่งในหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากการล็อกดาวน์อย่างหนัก ทำให้ผลประกอบการในช่วงที่ผ่านมาติดลบต่อเนื่อง แต่ปัจจุบันธุรกิจโรงแรมมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นหลังภาครัฐผ่อนคลายมาตรการ โดยยกเลิกการกักตัวทุกรูปแบบตั้งแต่ 1 มิ.ย. 65 รวมถึงยกเลิกไทยแลนด์พาส ซึ่งจะมีผลตั้งแต่ 1 ก.ค. 65 ทำให้ครึ่งปีหลังธุรกิจโรงแรมน่าจะมีทิศทางที่ดีต่อเนื่อง ส่วนธุรกิจร้านอาหารยอดขายต่อสาขาเดิม (SSSG) ก็ฟื้นตัวดีเช่นกัน แม้จะมีแรงกดดันจากราคาต้นทุนวัตถุดิบที่สูง แต่ตลาดมองว่า CENTEL ยังบริหารจัดการได้
ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า ในช่วงที่ผลประกอบการของ CENTEL กำลังฟื้นตัวแบบนี้ เป็นโอกาสเหมาะที่จะเข้าไปซื้อเป็น “หุ้นตัวแรก” สำหรับนักลงทุนมือใหม่หรือไม่ ซึ่งกูรูที่จะมาช่วยตอบคำถามให้กับ Wealthy Thai วันนี้ คือ คุณประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์
โดย คุณประกิต กล่าวว่า หากนักลงทุนมือใหม่จะเข้าไปสะสมหุ้น CENTEL เป็นหุ้นตัวแรกมองว่าได้ แต่ต้องเข้าใจพื้นฐานธุรกิจว่าไม่ได้ทำเพียงธุรกิจโรงแรมเท่านั้น แต่ยังมีส่วนของธุรกิจร้านอาหารด้วย เช่น เคเอฟซี, ชาบูตง, มิสเตอร์โดนัท เป็นต้น ซึ่งธุรกิจเหล่านี้แม้ SSSG จะฟื้นตัว แต่ก็โดนกดดันจากราคาวัตถุดิบที่ปรับขึ้นสูงทำให้ต้นทุนส่วนนี้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ขณะที่ธุรกิจโรงแรมแน่นอนว่าฟื้นตัวดีขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ จากอานิสงส์การเปิดประเทศและสถานการณ์ Covid-19 ที่ผ่อนคลาย
ด้านราคาหุ้น ปัจจุบันราคาหุ้น CENTEL อยู่ในระดับสูงกว่าช่วงก่อนเกิด Covid-19 แสดงให้เห็นว่าราคาหุ้นไม่ได้โดนกดดันจากภาวะ Covid-19 แล้ว ส่วนราคาหุ้นที่ปรับลงก่อนหน้านั้นเกิดจากการเติบโตที่ต่ำและแผนการลงทุนน้อย ดังนั้นช่วงนี้แม้ CENTEL จะได้รับประโยชน์จากการเปิดประเทศ แต่ก็มองว่าจะได้รับไม่เต็มที่นัก
อย่างไรก็ตาม CENTEL เป็นหุ้นที่มีศักยภาพการแข็งขันที่ดี จากจุดแข็งด้านทำเล ซึ่งโรงแรมของ CENTEL ก็ครอบครองทำเลที่ดีหลายแห่ง นับเป็นจุดที่น่าสนใจ ส่วนประเด็นกดดันจากราคาวัตถุดิบที่ปรับเพิ่มขึ้นนั้นมองว่าอาจมีการปรับราคาขายขึ้นเพื่อบรรเทาผลกระทบ แต่เศรษฐกิจในประเทศกำลังเข้าสู่ภาวะซบเซา ทำให้ผู้บริโภคอาจมีกำลังซื้อไม่มากนัก ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ดังนั้น หากต้องการเข้าลงทุนในหุ้น CENTEL แนะนำให้รอจังหวะที่ราคาอ่อนตัวลง แล้วค่อยเข้าไปสะสม
ครึ่งปีหลังฟื้นตัวต่อเนื่อง
สำหรับแนวโน้มการดำเนินงานในไตรมาส 2/65 นักวิเคราะห์จากบล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ระบุว่า แนวโน้ม เดือน มิ.ย. 65 คาดนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยมากขึ้น จากการผ่อนคลายมาตรการมากขึ้นโดยยกเลิกการกักตัวทุกรูปแบบตั้งแต่ มิ.ย. เป็นต้นไป บวกกับในประเทศเริ่มมีการผ่อนคลายมาตรการมากขึ้นในบางพื้นที่ เช่น จ.ภูเก็ต ที่สามารถถอดแมสก์ได้ในบางกิจกรรม เช่น ออกกำลังกาย และยืนยันตัวตนกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ฯลฯ ตั้งแต่วันที่ 2 มิ.ย. ซึ่งน่าจะส่งผลให้จังหวัดอื่นๆ ทำตาม หนุนการดำเนินงานไตรมาส 2/65 เร่งตัวขึ้นจากไตรมาส 1/65 และ ไตรมาส 2/64 ช่วยชดเชยธุรกิจอาหารที่ทรงตัว แม้ SSSG จากต้นปีจะปรับตัวดีขึ้น 24% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน แต่คาดจะเริ่มเห็นผลกระทบต้นทุนราคาวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นมากกว่าไตรมาสก่อนหน้าจากยังมีสต๊อกเก่า เช่น ราคาเนื้อสัตว์ น้ำมันปาล์ม
ส่วนครึ่งปีหลังคาดการดำเนินงานฟื้นตัวมากขึ้นจากการผ่อนคลายมาตรการเพิ่มเติม เช่น หากถอดแมสก์ได้ในบางพื้นที่, แผนประกาศโควิดเป็นโรคประจำถิ่น และลุ้นพิจารณายกเลิกระบบ Thailand Pass สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ (วันที่ 17 มิ.ย. นี้) รวมถึงแรงหนุนจากโครงการ "เราเที่ยวด้วยกัน เฟส 4" เคาะเพิ่มอีก 1.5 ล้านสิทธิ เริ่มเดินทางได้ตั้งแต่ 8 ก.ค. - 31 ต.ค. 65 สร้าง Sentiment บวกต่อการดำเนินงานมากขึ้น โดยเฉพาะไตรมาส 4/65 ซึ่งเป็นช่วง High Season ทั้งนี้ธุรกิจ อาหารแม้ยังได้รับแรงกดดันจากต้นทุนเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น แต่จากทยอยปรับราคาขายขึ้นและให้ส่วนลุดโปรโมชั่นลดลงเพื่อรักษาระดับมาร์จิ้นให้ได้ตามเป้า รวมถึงการบริหารจัดการต้นทุนต่างๆ ได้ดีขึ้น น่าจะทำให้ Downside risk จำกัด ทางฝ่ายมีมุมมองเชิงบวกต่อผลประกอบการ ปรับประมาณการกำไรขึ้นเป็น 884 ล้านบาท แนะนำ ทยอยซื้อ ราคาพื้นฐานปี 65 ที่ 46 บาท

