STA ราคาหุ้น1ปีทรุด 48.43% ... โบรกชี้ราคายังลงได้อีก รอจังหวะเข้าลงทุน
กลับมาอีกครั้งกับการรายงานความเคลื่อนไหวราคาขวัญใจมหาชนที่นักลงทุนไทยให้ความสนใจกันอย่างคับคั่ง ซึ่งในครั้งนี้เราได้หยิบยกก็คือบริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA ที่เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายยางธรรมชาติแบบครบวงจรไปยังในหลากหลายประเทศ อย่างที่นักลงทุนทราบกันดีว่า เมื่อได้รับความสนใจมากเท่าไหร่ความคาดหวังจากนักลงทุนก็มากไม่แพ้กัน แต่คงไม่ใช่กับ STA ที่ราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน(ณ วันที่ 29 มิถุนายน 65) มีการปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องหรือลดลงกว่า 30.97% แต่หากมองภาพย้อนขึ้นไปเป็น 1 ปีปรับตัวลดลงถึง 48.43%
สิ่งบริษัทต้องเผชิญกดดันจนทำให้ราคาหุ้นร่วงลงอย่างแรง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากดำเนินงานของกลุ่มถุงมือยางที่ราคาขายเฉลี่ยปรับลดลงจากความต้องการใช้น้อยลงและการแข่งขันทางด้านราคากับผู้ผลิตรายอื่น จนทำให้ราคาหุ้นสะท้อนออกมาถึงความกังวลดังกล่าว
ในวันนี้ทาง Wealthy Thai จึงขอโอกาสนี้มาในการนำเสนอคำแนะนำการลงทุนในหุ้น STA ให้แก่ผู้อ่านและผู้ที่ลงทุนกันว่าควรจะทำเช่นไร
บล.เอเซียพลัส แนะนักลงทุนที่สนใจให้รอจังหวะ ให้ราคาเป้าหมาย 28 บาท
ชาญชัย พันทาธนากิจ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ได้มีมุมมองว่า การปรับตัวลดลงของราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมา เกิดจากแนวโน้มกำไรสุทธิที่อ่อนตัวลงด้วยแรงกดดันจากธุรกิจถุงมือยาง หรือ STGT ที่มีความต้องการปรับตัวลดลงจากความคลี่คลายของสถานการณ์ COVID-19
ซึ่งประเมินว่าแนวโน้มกำไรสุทธิในช่วงที่เหลือของปีก็ยังฟื้นตัวได้ยากด้วยกดดันของธุรกิจถุงมือยางที่ซัพพลายมีมากกว่าความต้องการของตลาดและด้วยสัดส่วนการรับรู้ผลการดำเนินงานของธุรกิจถุงมือยางเป็นส่วนใหญ่จะกดดดันให้กำไรสุทธิในปี 65 ลดลงถึง 75%จากปี 64
ด้วยผลการดำเนินงานที่ยังฟื้นตัวยากก็จะทำให้ราคาฟื้นตัวได้ยากเช่นเดียวกัน จึงแนะนำสำหรับนักลงทุนที่ยังไม่มีการลงทุนในหุ้น STA อาจจะต้องจังหวะให้ราคาหุ้นปรับฐานลงมาในระดับที่เหมาะสมก่อนถึงเข้าลงทุนได้ โดยคาดการณ์จะเป็นช่วงปลายปี 65 ถึงต้นปี 66 ที่ราคาปรับฐานลงมาต่ำสุด ส่วนใครที่ลงทุนอยู่ก็ยังถือต่อได้ เพื่อรอรับเงินปันผล โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 28 บาท
บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) เชียร์ ซื้อเก็งกำไร แต่ยังหวั่นธุรกิจถุงมือยางทำพิษ
ทางฝั่งบริษัท หลักทรัพย์ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้ให้คำแนะนำ "ซื้อเก็งกำไร" ราคาพื้นฐาน 26.50 บาท เนื่องจากมีมองบวกต่อการดำเนินงานกลุ่มยางธรรมชาติว่ายังเติบโตได้จากอุปสงค์ที่ยังดีต่อเนื่องทั้งจาก COVID-19 คลี่คลายและการได้มาจากคำสั่งซื้อของลูกค้านอกจีนจากคู่แข่งอย่างอินโดฯ ที่ประสบปัญหาโรคใบร่วง
โดยอุปสงค์กลุ่มยางล้อที่ไม่ใช่มาจากจีนจะกลับมาเติบโตมากขึ้นจากการหันมาซื้อยางจากไทยแทน เนื่องจากปกติลูกค้าเหล่านี้จะซื้อจากอินโดนีเซีย แต่อุปทานยางอินโดฯ ที่หายไปจากโรคใบร่วงส่งผลให้ราคาขายยางอินโดนีเซียแพงกว่า SICOM 15 เซนต์กิโลกรัมทำให้ผู้ประกอบการยางในไทยหลายรายได้รับอานิสงส์จากปัจจัยดังกล่าว
ซึ่งทาง STA ได้มีคำสั่งซื้อไปถึงไตรมาส 3/65 สะท้อนการฟื้นตัวของการดำเนินงานกลุ่มยางธรรมชาติ แต่คาดจะได้รับผลกระทบจากการถดถอยของการดำเนินงานกลุ่มถุงมือยางที่ราคาขายเฉลี่ยปรับลดลงจากความต้องการใช้น้อยลงประกอบกับผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้งในไทยและต่างประเทศมีการขยายกำลังการผลิตในช่วงก่อนหน้าค่อนข้างมาก
อย่างไรก็ตาม จากแนวโน้มธุรกิจยางที่ดีขึ้นทำให้ทางฝ่ายปรับประมาณการขึ้นจากเดิมเล็กน้อยโดยคาดการณ์ยอดขายจะอยู่ที่ 126, 194 ล้านบาทหรือเติบโตขึ้น 7%จากปีก่อน จากยอดขายยางเพิ่มขึ้นภายใต้ปริมาณขาย 1.55 ล้านตันที่เติบโตขึ้น 19% และราคาขายที่เพิ่มขึ้น 11%
ขณะที่ธุรกิจถุงมือยางคาดยอดขายจะลดลง 39%จากช่วงเดียวกันปีก่อนภายใต้ปริมาณขาย 34,956 ล้านชิ้น ราคาขายเฉลี่ย 0.82 บาท/ชิ้น และปรับมาร์จิ้นเป็น 14% จากราคาขายเฉลี่ยถุงมือยางลดลง พร้อมกับปรับกำไรสุทธิเป็น 4,497 ล้านบาทหรือลดลง 72% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
