หุ้นโรงไฟฟ้าแข็งแกร่งหนีความกังวล Recession เปิด 3 เหตุผลที่จะทำให้ Outperform ตลาด
ความเคลื่อนไหวราคาหุ้นโรงไฟฟ้าเคลื่อนไหวได้ดีกว่าตลาด ท่ามกลางความกังวลภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่ด฿เหมือนหุ้นกลุ่มนี้จะยังน่าสนใจลงทุน เพราะนักวิเคราะมองว่า ในช่วงที่ตลาดมีความกังวลเกี่ยวกับ Recession โดยได้เปิด 3 เหตุผลที่จะทำให้หุ้นกลุ่มนี้โอกาส Outperform ตลาดได้ ทั้งหุ้นกลุ่มที่มีฐานทุนแข็งแกร่งและมีสัดส่วน IBD/E สูง กลุ่ม Anti-Commodity และ กลุ่มที่มี Dividend Yield สูง ซึ่งหุ้นไหนจะโดดเด่น บทความนี้มีคำตอบ
มุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แม้ในปัจจุบันตัวเลขทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯยังคงแข็งแกร่ง (อัตราการว่างงานยังต่า , ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมสูง) แต่ตลาดฯเริ่มมีความกังวลเกี่ยวกับการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ในสหรัฐฯภายในช่วง 12 เดือนข้างหน้าเนื่องจาก อัตราเงินเฟ้อที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ทำให้เฟดมีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องและมีโอกาสที่ GDP ไตรมาส 2/65 ของสหรัฐฯจะลดลงจากไตรมาสก่อนเป็นไตรมาสที่ 2 ติดต่อกัน (อิงคาดการณ์ของเฟดสาขา Atlanta)
โดยความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจสหรัฐฯที่อาจเข้าสู่ภาวะถดถอยจะทำให้กระแสเงินลงทุนไหลออกจากกลุ่มสินทรัพย์เสี่ยง (Risky Asset) ไปยังกลุ่มสินทรัพย์ปลอดภัย (เช่น พันธบัตรรัฐบาลระยะยาว) มากขึ้น ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะ 10 ปี (10-Yr Bond Yield) ของสหรัฐฯลดลงในระยะสั้น โดยนับตั้งแต่เดือน มิ.ย. ความกังวลเกี่ยวกับภาวะ Recession สูงขึ้นมาก เห็นได้จาก 10-Year Bond Yield ของสหรัฐฯที่ปรับตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 2.81% จากจุดสูงสุดในช่วงกลางเดือน มิ.ย. 65 ที่ราว 3.47%
ทั้งนี้เนื่องจากหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าในไทยส่วนใหญ่มีการ IPO เข้ามาหลังปี 2555 (หลังเกิดวิกฤติการเงินปี 2551) และไม่มีดัชนีเฉพาะกลุ่มฯ (รวมอยู่ใน SET Energy) จึงใช้ดัชนี S&P500 Utilities และDow Jones Utility Average เป็นตัวแทนของหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า โดยทำการเก็บข้อมูลย้อนหลัง20 ปีของดัชนีดังกล่าวและ S&P500 รวมถึง 10-Yr Bond Yield ของสหรัฐฯเพื่อใช้ในการวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวของหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าในช่วงที่เฟดมีการขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องและช่วงที่ตลาดฯมีความกังวลเกี่ยวกับการเข้าสู่ภาวะ Recession โดยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เฟดมีการขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องจำนวน 2 รอบ ได้แก่ 1.มิ.ย. 47 – มิ.ย. 49 (ก่อนเกิดวิกฤติการเงินปี 2551) และ 2.ธ.ค. 59 - ธ.ค. 61 (ก่อนเกิด COVID-19 Recession)
จากการวิเคราะห์พบว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวอัตราผลตอบแทนของดัชนี S&P500 Utilities และ Dow Jones Utility Average แปรผกผันกับการเปลี่ยนแปลงของ 10-Yr Bond Yield ของสหรัฐฯ (Correlation ในระดับ -0.26 ถึง -0.15) และ ขณะที่ผลตอบแทนของดัชนี S&P500 มีแปรผันตรงกับการเปลี่ยนแปลงของ 10-Year Bond Yield ของสหรัฐฯ (Correlation ที่ 0.05-0.32) นอกจากนี้การขึ้นลงของ 10-Yr Bond Yield สหรัฐฯในช่วงเวลาที่เฟดขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องมีผลกับ PER Multiple ของกลุ่มโรงไฟฟ้าอีกด้วย โดยผลจากการทำ Regression ระบุว่าทุก 100bps ที่ลดลงของ 10-Yr Bond Yield สหรัฐฯ จะทำ ให้ PER ของดัชนี S&P500 Utilities เพิ่มขึ้นราว 1.3 เท่า
ในปัจจุบัน 10-Yr Bond Yield ของไทยและสหรัฐฯ มีการเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันสูง (Correlation ในระดับ 0.89) ดังนั้น 10-Yr Bond Yield ของไทยจึงมีแนวโน้มปรับตัวลดลง เช่นเดียวกัน และเมื่อประกอบกับผลของการวิเคราะห์ จึงเห็นว่าหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้ามีโอกาส Outperform ตลาดได้ในระยะสั้น เพราะฉะนั้นประเมินว่าหุ้นในกลุ่มโรงไฟฟ้าที่มีโอกาส Outperform ตลาดได้คือ
1.หุ้นกลุ่มที่มีฐานทุนแข็งแกร่งและมีสัดส่วน IBD/E สูง ซึ่งในช่วงก่อนหน้าเป็นกลุ่มที่ได้รับแรงกดดันจาก Bond Yield ที่ปรับตัวขึ้นสูง (ทำให้ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น) โดยหุ้นที่อยู่ในข่ายดังกล่าวคือ BGRIM GULF และ SSP ที่มี IBD/E สูงกว่า 1.5 เท่า
2.หุ้นกลุ่ม Anti-Commodity เช่น GPSC และ BGRIM เพราะแม้ปริมาณใช้ไฟฟ้าจากกลุ่ม IU มีโอกาสลดลงในช่วงที่เศรษฐกิจถดถอย แต่ราคา Commodity เช่น ก๊าซธรรมชาติที่ปรับตัวลงในช่วงดังกล่าวจะสามารถชดเชยผลกระทบจากประเด็นดังกล่าวได้
3.หุ้นกลุ่มที่มี Dividend Yield สูง เนื่องจาก Yield Gap ระหว่างพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกลุ่ม Defensive ที่สูงจะทำให้หุ้นมีความน่าสนใจลงทุนมากขึ้น โดยหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าที่อยู่ในข่ายดังกล่าวคือ RATCH และ TPIPP
โดยฝ่ายวิจัยชอบ BGRIM และ GPSC สำหรับการเก็งกำไรในช่วงที่ตลาดมีความกังวลเกี่ยวกับ Recession เนื่องจาก 1.ราคา Commodity มักปรับลงในช่วง Recession จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ลดลง ทำให้ผลประกอบการของทั้ง 2 บริษัทฯสามารถฟื้นตัวได้และ 2. 10-Yr Bond Yield ของไทยและสหรัฐฯที่เริ่มปรับตัวลงทำให้แรงกดดันจากต้นทุนทางการเงินลดลง
