เจาะอนาคต 5 หุ้นโรงแรม พร้อมเติบโตสดใสรับครึ่งปีหลัง
แม้จำนวนผู้ป่วยจากการระบาดของ Covid-19 สายพันธุ์โอมิครอน BA.4 และ BA.5 จะมีแนวโน้มมากขึ้น แต่นักวิเคราะห์ยังมองว่าหุ้นกลุ่มโรงแรมจะมีผลประกอบการฟื้นตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ตามจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นหลังการเปิดประเทศเต็มรูปแบบ โดยตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติเดือนพ.ค. 65 อยู่ที่ 5.21 แสนคน เพิ่มขึ้น 78% จากเดือนก่อนหน้า
จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น จะส่งผลดีต่อหุ้นโรงแรมมากแค่ไหน แนวโน้มการดำเนินงานรวมถึงกำไรสุทธิจะเป็นอย่างไร วันนี้ Wealthy Thai มีข้อมูลที่น่าสนใจของหุ้นในกลุ่มโรงแรม 5 ตัว ได้แก่ CENTEL, MINT, ERW, SHR และ VRANDA มาฝาก
โดย คุณชาญชัย พันทาธนากิจ รองผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า เรายังคงมุมมองแนวโน้มผลประกอบการของหุ้นกลุ่มโรงแรมจะฟื้นตัวต่อเนื่อง จากการเปิดประเทศเต็มรูปแบบ ทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยมากขึ้น โดยตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติเดือนพ.ค. 65 ฟื้นตัวต่อเนื่องอยู่ที่ 5.21 แสนคน เพิ่มขึ้น 78% จากเดือนก่อนหน้า คิดเป็นสัดส่วน 19% ของช่วงก่อนเกิด Covid-19 เพิ่มจากเดือนเม.ย. 2565 ที่สัดส่วน 9.2% ของของช่วงก่อนเกิด Covid-19 หนุนด้วยนักท่องเที่ยว East ASIA เพิ่มขึ้น 173% จากเดือนก่อนหน้า รวมถึงนักท่องเที่ยวอินเดีย เพิ่มขึ้น 187% จากเดือนห่อนหน้า เช่นเดียวกับซาอุฯ หลังภาครัฐพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หนุนให้นักท่องเที่ยวซาอุฯ ในเดือนพ.ค. 65 มาอยู่ที่ 12,987 คน เพิ่มขึ้น 836%จากเดือนเม.ย. 2565 และสูงกว่าเดือนพ.ค. 2562 ที่ 529 คน
ขณะเดียวกันการระบาดของ Covid-19 สายพันธุ์โอมิครอน BA.4 และ BA.5 ที่มีแนวโน้มจำนวนผู้ป่วยมากขึ้นนั้น เบื้องต้นประเมินว่ายังไม่กดดันหุ้นกลุ่มโรงแรม เนื่องจากยังไม่กระทบกับมาตรการเปิดประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง ดังนั้นจึงยังคงมุมมองว่าหุ้นกลุ่มโรงแรมมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวดีต่อเนื่อง โดยเลือก CENTEL เป็น Top Picks ของกลุ่มฯ
CENTEL คาดไตรมาส 2 พลิกทำกำไร
สำหรับ CENTEL หรือ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) นักวิเคราะห์จากบล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า มีมุมมองเป็นกลางต่อ โดยแนวโน้มไตรมาส 2/65 ธุรกิจอาหารยอดขายต่อสาขาเดิม (SSSG) ฟื้นตัวเด่น และธุรกิจโรงแรมอัตราการเข้าพัก (occupancy rate) ดีที่สุดตั้งแต่เกิด Covid-19 ดังนั้นคาดผลประกอบการไตรมาส 2/56 จะฟื้นตัวกลับมาทำกำไรปกติไม่ยาก และมีแนวโน้มดีต่อเนื่องในครึ่งหลังของปี 2565 ทำให้คงประมาณการปี 2565 ที่ 658 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ต้องระวังแรงกดดันด้านต้นทุน Raw Material ที่จะเริ่มกดดันมากขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2/65 ด้วย
ด้านราคาหุ้น Valuation ของ CENTEL ตึงตัวทำให้คงคำแนะนำ “TRADING” อิงราคาเหมาะสม 43.00 บาทต่อหุ้น (EV/EBITDA ที่ 14x หรือ +1.0SD ของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี) หากมองระยะยาวขึ้น สมมติให้กำไรกลับสู่ระดับฐานปี 2562 และ CENTEL ถูกตลาดกลับมาซื้อขายเท่ากับค่าเฉลี่ยในอดีต จะคิดเป็นราคาเหมาะสมใน Modeling ของฝ่ายวิเคราะห์ที่ราว 47.00-50.00 บาทต่อหุ้น จะเริ่มมี Upside ชัดเจนจากระดับราคาปัจจุบัน แต่ยังเร็วเกินไปที่จะ Price In กรณีดังกล่าวในมุมมองของฝ่ายวิเคราะห์
MINT หรือ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) นักวิเคราะห์จากบล.ไทยพาณิชย์ ระบุว่า แนวโน้มไตรมาส 2/65 แข็งแกร่งขึ้นทั้งจากไตรมาส 2/64 และไตรมาส 1/65 โดยคาดว่าจะเป็นไตรมาสที่ดีสำหรับ MINT (งบประกาศวันที่ 11 ส.ค.) โดยคาดการณ์กำไรปกติที่ 1.4 พันล้านบาท ฟื้นตัวจากขาดทุนปกติ 3.4 พันล้านบาท ในไตรมาส 2/64 และขาดทุนปกติ 3.6 พันล้านบาท ในไตรมาส 1/65 โดยได้รับการสนับสนุนจากธุรกิจโรงแรมในยุโรปภายใต้การดำเนินงานของ NH Hotel Group (NHH) ที่แข็งแกร่งขึ้น สำหรับธุรกิจร้านอาหารคาดว่า SSSG จะเติบโตที่ 5% เทียบกับ 4.2% ในไตรมาส 1/65 เนื่องจากการดำเนินงานที่ดีขึ้นในประเทศไทยและออสเตรเลียจะช่วยชดเชยการดำเนินงานที่อ่อนแอในจีนสืบเนื่องมาจากการล็อกดาวน์
อย่างไรก็ตาม คาดว่าผลประกอบการจะมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในครึ่งหลังของปี 2565 โดยได้แรงหนุนจากความต้องการเดินทางที่ค้างจากช่วงก่อนหน้า (pent-up demand) ในยุโรป การกลับมาเปิดประเทศอีกครั้งของไทย และการผ่อนคลายข้อจำกัดของจีน คาดการณ์ปี 2565 ขาดทุนปกติ 2.9 พันล้านบาท ซึ่งจะปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากขาดทุนปกติ 9.3 พันล้านบาท ในปี 2564 ขณะที่ปัจจัยที่ต้องติดตามคือความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและต้นทุนที่สูงขึ้น ฝ่ายวิเคราะห์ยังคง tactical call ระยะ 3 เดือนสำหรับ MINT ไว้ที่ OUTPERFORM ด้วยราคาเป้าหมายสิ้นปี 2566 ที่ 38 บาท
ERW หรือ บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) นักวิเคราะห์จากบล.เคทีบีเอสที ระบุว่า occupancy rate ในไตรมาส 2/65 ฟื้นตัวได้ดีกว่าคาด แม้ว่าจะเป็นช่วง Low season มาอยู่ที่ 55% จากไตรมาส 1/65 ที่ 31% ส่วนอัตราเฉลี่ยรายวัน (ADR) เพิ่มขึ้น 15% จากไตรมาสก่อนหน้า ทำให้รายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPar) เพิ่มขึ้นได้ถึง 571% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เพราะได้แรงหนุนจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ฝ่ายวิเคราะห์คาดว่าปี 2565 จะมีผลขาดทุนปกติอยู่ที่ 184 ล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 2/64 ที่ขาดทุนอยู่ที่ 559 ล้านบาท และเมื่อเทียบไตรมาส 1/65 ที่ขาดทุนอยู่ที่ 315 ล้านบาท ขณะที่ผลกระทบด้านเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นจำกัดเพราะบริหารจัดการได้ ส่วนกำไรที่ผู้บริหารคาดจะกลับมาเท่าก่อน Covid-19 ในปี 2567 ถือว่าเร็วกว่าที่ฝ่ายวิเคราะห์คาด จึงมีการปรับประมาณการผลการดำเนินงานในปี 2565-2566 เพิ่มขึ้น 9-15% จากการปรับ RevPar ขึ้น ประกอบกับปรับกำไรให้เท่าช่วงก่อนเกิด Covid-19 เร็วขึ้นเป็นปี 2567 จากเดิมที่คาดไว้ในปี 2568 ทำให้ผลการดำเนินงานในปี 2565 มีผลขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 729 ล้านบาท เป็นการขาดทุนลดลงจากปี 2564 ที่ 2.1 พันล้านบาท ขณะที่คาดผลการดำเนินงานในไตรมาส 3/65 จะเห็นเป็นขาดทุนปกติลดลงเมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อนจากโครงการเราเที่ยวด้วยกันช่วยหนุนต่อเนื่อง
ส่วนราคาหุ้นในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับ SET แม้ว่าจะได้รับแรงกดดันจาก Covid-19 สายพันธุ์ใหม่ แต่มองเป็นผลกระทบแค่ในระยะสั้น ส่วนระยะยาวยังคงเห็นภาพการฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาเพิ่มขึ้นได้ดี นอกจากนี้มองสถานการณ์การท่องเที่ยวในครึ่งหลังของปีนี้จะฟื้นตัวได้ดีจากการประกาศ Covid-19 เป็นโรคประจำถิ่น ซึ่ง ERW จะได้รับประโยชน์สูงสุดเพราะมีสัดส่วนโรงแรมในประเทศสูงที่สุดในกลุ่มถึง 88% โดยงคงคำแนะนำ “ซื้อ” แต่ปรับราคาเป้าหมายปีนี้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4.40 บาท
SHR หรือ บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) นักวิเคราะห์จากบล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า ในไตรมาส 2/65 คาดว่า occupancy rate ที่เพิ่มขึ้นอาจต้องไปชดเชยให้กับการจ้างพนักงานและค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพื่อให้กลับมาเปิดโรงแรมได้เต็มศักยภาพ ทำให้อาจยังต้องลุ้นกำไรปกติ อย่างไรก็ดี หากการระบาดไม่มีการกลายพันธุ์ที่รุนแรงเพิ่มเติม คาด SHR จะกลับมาทำกำไรปกติในไตรมาส 3/65 และจะเด่นที่สุดของปีในไตรมาส 4/65 จากแรงส่งของการเข้าสู่ High Season ของสองตลาดหลัก ได้แก่ ตลาด Maldives และตลาดไทย ต่อเนื่องไปในปี 2566 ที่จะรับผลบวกของ post Covid-19 เต็มปีเป็นปีแรก
ดังนั้น คงประมาณการปี 2565-2566 มีกำไรปกติ 319 ล้านบาท และกำไรปกติ 700 ล้านบาท ตามลำดับ ประมาณการของฝ่ายวิเคราะห์สูงกว่าตลาดอิงสมมติฐานโรงแรมระดับบนตามหมู่เกาะท่องเที่ยวสำคัญจะฟื้นตัวได้ดีกว่ากลุ่มในช่วง post Covid-19 ฝ่ายวิเคราะห์คงคาแนะนา “ซื้อ” อิงราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2565 ที่ 5.75 บาท แม้หุ้นขึ้นมาบ้างแล้ว แต่ SHR ยังซื้อ ขาย บน P/BV ปี 2565 ที่ 1.0x เทียบกับค่าเฉลี่ยโรงแรมขนาดใหญ่ในกลุ่มที่ 2.7x และซื้อ ขาย บน EV/EBITDA ปี 2566 ที่ 8.4x ต่ำกว่ากลุ่มที่ 17.7x อย่างมีนัยสำคัญ
และสุดท้าย VRANDA หรือ บริษัท วีรันดา รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) นักวิเคราะห์จากบล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า คาดผลประกอบการธุรกิจโรงแรมไตรมาส 2/65 ฟื้นตัวจากไตรมาส 1/65 หลังไทยเริ่มเปิดประเทศเต็มตัวและ Sentiment การเดินทางที่ดีขึ้นทั่วโลก หนุนให้ผลประกอบการของโรงแรม SO Bangkok ซึ่งเป็นโรงแรมใหญ่สุดฟื้นตัวได้จากระดับ occupancy rate ในไตรมาส 1/65 เพียง 27% ปรับขึ้นมาเป็น 48% ในเดือนเม.ย.- พ.ค. 2565 ทั้งนี้ ยังคงมุมมอง VRANDA กลับมาทำกำไรปกติในปี 2565 แต่จากผลประกอบการไตรมาส 1/65 ที่ออกมาขาดทุนปกติ 21 ล้านบาท เทียบกับประมาณการทั้งปี 2565 ของฝ่ายวิเคราะห์ที่คาดมีกำไรปกติ 54 ล้านบาท ทำให้ประมาณการทั้งปีมี Downside Risk ดังนั้นจึงปรับลดประมาณการกำไรปกติปี 2565-2566 ลง 25% และ 10% ตามลำดับ โดยหลักๆ เกิดจากการปรับลดอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจอสังหาฯ ที่ทำกำไรได้น้อยกว่าคาด และธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มที่มีต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้น รวมถึงต้นทุนคงที่สูงกว่าที่เคยประเมินไว้
อย่างไรก็ตาม ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” แต่ปรับราคาเหมาะสมปี 2565 ลงเป็น 7.90 บาท จากเดิม 8.00 บาทต่อหุ้น แม้ภาพการฟื้นตัวของ VRANDA จะไม่โดดเด่นเท่ากลุ่มโรงแรมขนาดใหญ่ แต่ VRANDA สมควรถูกซื้อ ขาย บน EV/EBITDA อย่างน้อยเท่ากับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง จากแนวโน้มกำไรที่กำลังเข้าสู่ภาวะฟื้นตัว ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อ ขาย บน EV/EBITDA ที่ 9x ของปี 2566 (ปีที่คาดจะกลับสู่ภาวะปกติ) เทียบกับค่าเฉลี่ยระยะยาวของกลุ่มโรงแรมที่12x สะท้อนว่าหุ้นยังมี Upside และไม่ได้สะท้อนแนวโน้มการฟื้นตัวที่จะเกิดขึ้นอย่างเต็มที่

