เปิดคาดการณ์งบไตรมาส 2 หุ้นอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อ DELTA กลายเป็นหุ้นเด่นสุดของกลุ่ม
ราคาหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในช่วงที่ผ่านมา มีปัจจัยกังวลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจากอัตราเงินเฟ้อที่เริ่มสูงขึ้น ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น รวมทั้งความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย เป็นต้น ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงนับจากต้นปีถึงปัจจุบัน ดังนั้น Wealthy Thai จะพานักลงทุนมาสำรวจคาดการณ์งบไตรมาส 2/65 ของหุ้นกลุ่มนี้จะมีความน่าสนใจแค่ไหน หาคำตอบได้ผ่านบทความนี้เลย
ทั้งนี้จากการสำรวจข้อมูลพบว่า นักวิเคราะห์มีการประเมินกำไรช่วงไตรมาส 2/65 ของทั้ง DELTA KCE และ SVI ที่คาดว่าจะรายงานตัวเลขกำไรเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ HANA คาดจะรายงานกำไรลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน
โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จํากัด (มหาชน) ได้ออกมาประเมินว่า คาดว่ากำไรปกติไตรมาส 2/2565 ของกลุ่มจะเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาสก่อน โดยรวมแล้ว คาดการณ์ว่ากำไรปกติของกลุ่มธุรกิจจะเติบโต 27.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 9.9%จากไตรมาสก่อน
โดยคาดว่าการเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อนนั้น มาจากการเติบโตของรายได้ที่แข็งแกร่งที่ 23.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนใหญ่มาจาก DELTA KCE และ SVI ส่วนการเติบโตจากไตรมาสก่อน มีสาเหตุหลักมาจากยอดขายที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 2.4% และ GPM ที่ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าเป็นหลัก
ทั้งนี้คาดว่า DELTA KCE และ SVI จะรายงานการเติบโตของกำไรทั้งในเชิงช่วงเดียวกันของปีก่อนและจากไตรมาสก่อน ที่แข็งแกร่ง แม้คาดว่ายอดขายในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะทรงตัวหรือปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน แต่ฝ่ายวิจัยเชื่อว่า GPM น่าจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก FX ที่อ่อนแอ และเมื่อราคาวัตถุดิบพุ่งขึ้นสูงสุด
นอกจากนี้คาดว่า DELTA จะได้รับผลกระทบจำกัดจากการล็อกดาวน์ในจีน ด้านความต้องการศูนย์ข้อมูลยังคงแข็งแกร่ง ในขณะที่รถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) ทรงตัว ขณะที่คาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นของ KCE จะปรับตัวดีขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากอัตราการทำงานที่ดีขึ้นของเครื่องจักรใหม่ 2 เครื่อง ที่ประสบปัญหาทางเทคนิคในไตรมาส 1/2565 ส่วนยอดขาย SVI ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ น่าจะทรงตัวจากไตรมาสก่อน แต่คาดอัตรากำไรขั้นต้นจะกลับมาอยู่ที่ประมาณ 8% จากราคาวัตถุดิบที่เริ่มลดลง
ในทางกลับกัน คาดว่ากำไรของ HANA จะลดลงอย่างมาก จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น และการผลิตที่ลดลงของโรงงานที่ Jiaxing ขณะที่กำไรน่าจะดีขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน
คาดการณ์ตัวเลขกำไรไตรมาส 2/65
-
DELTA คาดจะรายงานกำไร 2,408 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 68.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 7.1%จากไตรมาสก่อน
-
HANA คาดจะรายงานกำไร 411 ล้านบาท ลดลง 46.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 3% จากไตรมาสก่อน
-
KCE คาดจะรายงานกำไร 660 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่ม 18.3% จากไตรมาสก่อน
-
SVI คาดจะรายงานกำไร 278 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 85.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่ม 30.6%จากไตรมาสก่อน
นักวิเคราะห์ กล่าวอีกว่า ได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2565 แต่ปรับลดประมาณการปี 2566-2567 โดยอัตราแลกเปลี่ยนอ่อนแอลง แต่คาดยอดขายระยะยาวลดลง ซึ่งได้เพิ่มประมาณการกำไรปกติปี 2565 ขึ้น 2.2% แต่ลดคาดการณ์ปี 2566/2567 ลง 3% และ 7.5%
ทั้งนี้เชื่อว่าอุปสงค์ในปี 2565 จะยังคงแข็งแกร่งเนื่องจากการขาดดุลอุปทานของตลาดอย่างต่อเนื่องจากการขาดแคลนชิปและส่วนประกอบอื่น ๆ ที่ยังคงดำเนินต่อไป โดยปรับประมาณการกำไรปี 2565 ขึ้นจากยอดขายในสกุลเงินบาทที่เพิ่มขึ้นจากสมมติฐานค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงจาก 33 บาท/ดอลลาร์ฯ เป็น 34.8 บาท/ดอลลาร์ฯ อย่างไรก็ตาม ปรับลดประมาณการอัตรากำไรขั้นต้นปี 2565 ลงเล็กน้อยเพื่อสะท้อนต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากต้นทุนสาธารณูปโภคที่เพิ่มขึ้นและค่าแรงขั้นต่ำที่อาจเพิ่มขึ้นในไตรมาส 3/2565
โดยรวมแล้ว ลดประมาณการในปี 2566-2567 ลง เนื่องจากคาดว่าการเติบโตของรายได้จะลดลง โดยเชื่อว่ากลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จะเติบโตตามการเติบโตของยอดขายเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกซึ่งคาดจะชะลอตัวในปี 2566 แม้ว่าคาดเงินบาทจะยังคงอ่อนค่าลงเหลือ 35 บาท/ดอลลาร์ฯ แต่ผลกระทบจากยอดขายที่ลดลงส่งผลให้อัตราการผลิตและคาดอัตรากำไรขั้นต้นจะได้รับผลกระทบมากกว่า นอกจากนี้คาดทุกบริษัทจะได้รับผลกระทบเต็มปีจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในวงกว้าง
DELTA ฝ่ายวิจัยยังคงคาดการณ์อัตราเติบโตของรายได้ในปี 2565 ตามเดิม โดยเชื่อว่า DELTA จะได้รับผลกระทบจำกัดจากการล็อกดาวน์ในจีนในไตรมาส 2/2565 เนื่องจากบริษัทฯ มีวัตถุดิบเพียงพอและทำงานผ่านซัพพลายเชนเพื่อบริหารสินค้าคงคลัง DELTA ยังเพิ่มการจัดหาวัตถุดิบจากในประเทศเพื่อป้องกันการขาดแคลนวัตถุดิบ แต่ปรับลดประมาณการยอดขายในปี 2566-2567 ในสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ ลงเพื่อสะท้อนถึงการชะลอตัวของค่าใช้จ่ายการลงทุนทางเทคโนโลยี ซึ่งน่าจะส่งผลกระทบในด้านลบต่อยอดขายศูนย์ข้อมูลของ DELTA และการสื่อสารอื่นๆ 5G ผลิตภัณฑ์โครงสร้างพื้นฐาน และยังเชื่อว่ายอดขายในส่วนของ EV จะยังคงเติบโตสูง
HANA ฝ่ายวิจัยปรับลดประมาณการของ HANA ในปี 2565 ลงเล็กน้อยเพื่อสะท้อนผลกระทบโดยตรงจากการ ล็อกดาวน์ของจีนต่อการผลิตและยอดขายของโรงงานใน Jiaxing ของ HANA (คิดเป็น 18% ของรายได้ทั้งหมด) ในไตรมาส 2-3/2565 สำหรับปี 2566-2567 คาดว่าธุรกิจบรรจุภัณฑ์เซมิคอนและธุรกิจการทดสอบจะเติบโตน้อยลงและคาดว่าธุรกิจ PCBA จะรายงานการเติบโตเป็นตัวเลขหลักเดียวจากอุปสงค์ที่ชะลอตัวลง
KCE ฝ่ายวิจัยปรับลดประมาณการปี 2565 ลงเล็กน้อย เนื่องจากคาดว่าอุปสงค์จะอ่อนตัวลงเล็กน้อยในครึ่งปีหลัง ยอดขายในปี 2566-2567 อาจชะลอตัวลงเนื่องจากการหยุดชะงักของการผลิตของผู้ผลิตรถยนต์ในยุโรปจากวิกฤตด้านพลังงานและการขาดแคลนอุปทาน ซึ่งน่าจะส่งผลกระทบต่ออัตราการผลิตของโรงงานแห่งใหม่ในสวนอุตสาหกรรมโรจนะของ KCE ที่บริษัทฯ วางแผนจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 3/2565 ดังนั้นจึงลดการคาดการณ์อัตรากำไรขั้นต้นในปี 2566-2567 เพื่อสะท้อนการประหยัดต่อขนาดที่ลดลง
SVI ฝ่ายวิจัยปรับเพิ่มประมาณการกำไรปกติปี 2565 เล็กน้อยจากสมมติฐานค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง อย่างไรก็ตาม ปรับลดประมาณการกำไรปี 2566-2567 ส่วนใหญ่จากคาดการณ์การเติบโตของยอดขายที่ลดลง เนื่องจาก SVI มุ่งเน้นไปที่ยุโรปตะวันออกเป็นหลัก ซึ่งลูกค้าอาจได้รับผลกระทบทางลบจากวิกฤตพลังงานด้วยเช่นกัน ปรับลดประมาณการอัตรากำไรขั้นต้นลงเล็กน้อยเป็น 8.3% (แบบบวกลบ) ในปี 2565-2567 เนื่องจากเงินบาทที่อ่อนค่าจะช่วยชดเชยค่าสาธารณูปโภคและค่าแรงที่สูงขึ้นบางส่วน
ดังนั้นคงมุมมองที่เป็นกลางต่อแนวโน้มของกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โดยคาดว่าความไม่แน่นอนจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่อาจนำไปสู่ downside ต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกและต่อกลุ่มชิ่นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของไทยด้วย
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าผลกระทบต่อผู้ผลิตของไทยจะมีอยู่อย่างจำกัด และน่าจะน้อยกว่าในช่วงวัฏจักรขาลงหลายครั้งก่อนหน้านี้ เนื่องจากเงินบาทยังคงอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องและเป็นประโยชน์ต่อผู้ส่งออก ซึ่งน่าจะหนุน GPM ในอนาคต แม้จะมีความเสี่ยงจากการชะลอตัวของยอดขาย นอกจากนี้ เชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งนี้จะรุนแรงน้อยกว่าในปี 2551 หรือปี 2563 เนื่องจากไม่เห็นผลกระทบต่อการจ้างงาน รายได้ครัวเรือน และผลผลิตภาคอุตสาหกรรมมากเท่ากับวิกฤตครั้งก่อน
ปรับคำแนะนำเป็น “ซื้อ” DELTA
ปรับเพิ่มคำแนะนำต่อ DELTA เป็น “ซื้อ” เนื่องจากราคาหุ้นปัจจุบันที่ปรับลดลงทำให้เกิด upside ต่อราคาเป้าหมายใหม่ โดยคาดว่ากำไรจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งในไตรมาส 2/2565 และมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มในช่วงครึ่งปีหลังมากกว่าเชิงลบ เนื่องจากปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบจะผ่อนคลายลง และปริมาณการผลิตน่าจะดีขึ้น ปรับลดราคาเป้าหมายของ DELTA ลงจาก 386 บาท เป็น 373 บาท เพื่อสะท้อนการปรับลดประมาณการกำไร
คงคำแนะนำ “ถือ” KCE และปรับลดราคาเป้าหมายจาก 69 บาท เป็น 59 บาท เพื่อสะท้อนการปรับลดประมาณการกำไร คาดว่าจะเห็นความเสี่ยงที่รายได้จะชะลอตัวในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ปรับลดเป้า PER จาก 24.8 เท่า เป็น 23 เท่า อิงตาม 0.25SD เหนือค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี คาดว่า CAGR ของกำไรสุทธิปี 2565-67 จะลดลงเป็น 11.9%
คงคำแนะนำ “ถือ” HANA และปรับลดราคาเป้าหมายจาก 43 บาท เป็น 41 บาท เนื่องจากเชื่อว่ากำไรปี 2565 จะหดตัวจากปีก่อน ขณะที่แนวโน้มกำไรในช่วงครึ่งปีหลังจะไม่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากครึ่งปีแรก เนื่องจากผลขาดทุนที่ต่อเนื่องจากธุรกิจใหม่ คาดว่า CAGR ของกำไรจะอยู่ในหลักหน่วยในปี 2565-67 ดังนั้น จึงใช้เป้า PER ที่ 13.7 เท่า หรือ 0.5SD ต่ำกว่าระดับเฉลี่ย 5 ปีก่อน
ปรับลดคำแนะนำ SVI จาก “ซื้อ” เป็น “ถือ” และลดราคาเป้าหมายลงจาก 8.4 บาท เป็น 7.3 บาท เพื่อสะท้อนการปรับลดประมาณการกำไร คาดว่ากำไรของ SVI จะทรงตัวในปี 2565-67 จากฐานที่สูงในปี 2564 จากรายได้พิเศษ หลังบริษัทฯ เรียกเก็บรายได้พิเศษจากลูกค้าเพื่อชดเชยราคาวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2564 ขณะที่ต้นทุนการผลิตจริงเริ่มสูงขึ้นตั้งแต่ช่วงครึ่งแรกของปี 2565 เราคงเป้า PER ไว้ที่ 12.6 เท่า หรือเท่ากับ -1.0SD ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี
“เลือก DELTA เป็นหุ้นเด่นของเราในกลุ่มธุรกิจนี้ เนื่องจาก เราคาดว่า CAGR ของกำไรจะแข็งแกร่งที่สุดในปี 2565-67 เมื่อเทียบกับบริษัทคู่แข่ง เชื่อว่าผลิตภัณฑ์ของ DELTA มีสถานะที่แข็งแกร่งที่สุดเมื่อเทียบกับ KCE HANA และ SVI แม้จะชอบ KCE แต่เชื่อว่ายอดขายมีความไม่แน่นอนมากกว่า เนื่องจาก 50% ของยอดขายมาจากยุโรป และยอดขายยังมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมยานยนต์ (75%) ด้วยเช่นกัน” นักวิเคราห์บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จํากัด (มหาชน) ระบุ

