KBANK รับผลบวกดอกเบี้ยขาขึ้น-เศรษฐกิจฟื้นตัว มูลค่าหุ้นไม่แพง “ซื้อ” วันนี้ ลุ้นปันผล 2.8%
ในช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้นกลุ่มธนาคารหลายตัวปรับขึ้นตอบรับผลประกอบการไตรมาส 2/65 ที่ออกมาดี รวมถึงแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในประเทศที่เป็นขาขึ้น โดยเฉพาะธนาคารขนาดใหญ่ซึ่งได้รับความนิยมจากนักลงทุนและนักวิเคราะห์มากกว่าธนาคารขนาดเล็ก
KBANK หรือ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เป็นหนึ่งในหุ้นธนาคารขนาดใหญ่ที่นักวิเคราะห์หลายสำนักแนะนำ ซื้อ จากแนวโน้มไตรมาส 3/65 ที่คาดจะฟื้นตัวต่อเนื่องจากสินเชื่อที่ขยายตัว และแนวโน้มการตั้งสำรองที่ผ่อนคลายลง ประกอบกับราคาหุ้นยังปรับตัวลงจนอยู่ในระดับที่ไม่แพง รวมถึงระยะยาวยังมีจุดเด่นด้าน Digital เมื่อเทียบกับหุ้นในกลุ่มฯ อีกด้วย
คาดปี 65 กำไร 4.2 หมื่นล้านบาท
โดยนักวิเคราะห์จากบล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า คาดการผลดำเนินงานของ KBANK จะเริ่มฟื้นตัวขึ้นในไตรมาส 3/65 หนุนจากการตั้งสำรองที่ผ่อนคลายลง หลังผ่านการปรับชั้นลูกหนี้ครั้งใหญ่ไปแล้ว ซึ่งแม้จะยังมีการทยอยขายหนี้ให้กับ JKAMC และ Write-Off ลูกหนี้กลุ่มเสี่ยงอยู่บ้าง แต่คาดว่าจะไม่มากเท่ากับไตรมาส 2/65 จึงคาดต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (Credit Cost) จะเริ่มผ่อนคลายลง ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยคาดปรับขึ้นได้ต่อ หลังบริษัทยังคงแผนขยายสินเชื่อในกลุ่มลูกหนี้ SME และรายย่อยเช่นเดิม โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยประเมินให้สินเชื่อและเพิ่ม Platform ใหม่ๆ เข้ามาใน Ecosystem เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้พอร์ตสินเชื่อโต และ Asset Yield ทยอยขยับขึ้นตัวขึ้น ขณะที่รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยคาดปรับขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้า จากธุรกิจประกันที่ฟื้นตัวและรายได้ค่าธรรมเนียมธนาคารที่สูงขึ้นตามพอร์ตสินเชื่อ ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานคาดทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้า หนุนให้ฝ่ายวิจัยคาดทั้งปี 2565 KBANK จะมีกำไรสุทธิ 42,474 ล้านบาท โต 11.6% จากปี 2564 ตามประมาณการเดิม
ฝ่ายวิจัยยังคงชอบ KBANK แม้ผลดำเนินงานจะสะดุดชั่วคราวในไตรมาส 2/65 จากการเร่งปรับคุณภาพพอร์ตสินเชื่อเพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต ซึ่งคาดจะลดแรงกดดันต่อการตั้งสำรองในช่วงที่เหลือของปี ขณะที่ราคาหุ้นปรับตัวลงจนกลับมามี Upside 28.1% จากมูลค่าพื้นฐานปี 2565 ที่ 180 บาท จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” พร้อมคาดจะมีปันผลระหว่างกาลหุ้นละ 0.50 บาท
ด้านนักวิเคราะห์จากบล.เอเซีย พลัส ระบุว่า KBANK ยังคงเป้าหมายทางการเงินปี 2565 รวมถึงการลงทุนด้าน IT ตามที่ธนาคารเคยแจ้งก่อนหน้านี้ ซึ่งยังคงอยู่ในเป้าหมายอัตราส่วนค่าใช้จ่ายดําเนินงานต่อรายได้รวม (Cost to income) ทั้งปีของธนาคาร ด้านการห้ามชำระคืนหนี้สกุลต่างประเทศของเมียนมาร์ประเมินผลกระทบจำกัด เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่ของ KBANK ทำธุรกรรมเป็นเงินบาท
ขณะเดียวกันการบริหารจัดการ NPL เชิงรุก ทำให้ฝ่ายวิจัยคาดหวัง NPL ผ่าน Peak level เร็ว กว่าธนาคารใหญ่อื่นๆ โดยสมมติฐาน Credit Cost ปี 2565 ที่ 1.65% สูงกว่าเป้าของธนาคารที่ 1.6% (ครึ่งแรกของปี 2565 ที่ 1.56%) ทั้งนี้ หากพิจารณาผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss: ECL) งวดครึ่งแรกของปี 2565 ที่ 1.9 หมื่นล้านบาท (เฉลี่ย 9.6 พันล้านบาทต่อไตรมาส) เทียบกับสมมติฐานฝ่ายวิจัยปี 2565 ที่ 4.1 หมื่นล้านบาท จะทำให้ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในงวดครึ่งหลังของปี 2565 เฉลี่ยอยู่ที่ 1.1 หมื่นล้านบาทต่อไตรมาส ประกอบกับกำไรครึ่งปีแรกคิดเป็นสัดส่วน 52% ของประมาณการทั้งปี จึงเชื่อว่าประมาณการของฝ่ายวิจัยน่าจะพอรองรับความเสี่ยงจาก Macro Risk ในระยะข้างหน้า
มูลค่าหุ้นไม่แพง
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยประเมิน PBV ของ KBANK ที่ 0.8 เท่า ได้ราคาเป้าหมายปี 2565 ที่ 174 บาท โดยยังคงคำแนะนำ ซื้อ ตามธีมดอกเบี้ยขาขึ้น และ KBANK จะเป็นธนาคารที่ได้รับประโยชน์มากสุดในกลุ่มฯ หากเศรษฐกิจฟื้นตัว ซึ่งจะบวกต่อคุณภาพลูกหนี้กลุ่ม SME ขณะที่คุณภาพสินทรัพย์แม้ในช่วงเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวยังมีความเสี่ยง แต่เชื่อว่าประมาณการสะท้อนความเสี่ยงส่วนใหญ่แล้ว อีกทั้งการบริหารจัดการ NPL มีความคล่องตัว นอกจากนี้ในเชิง Valuation ราคาหุ้นมี PBV ซื้อขายที่ 0.67 เท่า และ PER ราว 8 เท่า ถือว่าไม่แพง พร้อมคาด Div yield ราว 2.8% รวมทั้งระยะยาวมีจุดเด่นด้าน Digital เมื่อเทียบกับหุ้นในกลุ่มฯ

