ผ่าแนวคิด TGE ว่าที่หุ้นโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด "การทำธุรกิจต้องชนะใจชุมชนก่อน"
ธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนนับเป็นเมกกะเทรนด์ของธุรกิจแห่งอนาคต ด้วยภาวะโลกร้อนที่ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ราคาน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหินพุ่งขึ้นไม่หยุด ทำให้พลังงานไฟฟ้าจากธรรมชาติจึงเป็นทางออกของมวลมนุษยชาติ ซึ่งหนึ่งในพลังงานทดแทนที่ได้รับความสนใจมากอีกประเภทหนึ่งคือ โรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล และโรงไฟฟ้าจากพลังงานขยะ
โดยโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลและโรงไฟฟ้าพลังงานขยะจะเข้ามามีบทบาทในด้านการผลิตพลังงานมากขึ้น เพราะนอกจากจะผลิตไฟฟ้าเพื่อป้อนให้กับชุมชนและโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจแล้ว โรงไฟฟ้าพลังงานขยะจะช่วยขจัดขยะจากชุมชนที่อยู่อาศัยในเมืองใหญ่ ซึ่งที่ผ่านมาขยะมักเป็นปัญหาในการบริหารจัดการในหลายพื้นที่ จนกลายเป็นวาระแห่งชาติ
หรือในฝั่งโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล การช่วยลดของเหลือจากภาคการผลิต ทั้งจากอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม หรืออุตสาหกรรมด้านอื่น ๆ ช่วยกำจัดทะลายปาล์ม เส้นใยพืช ต้นปาล์มหรือรากไม้ยางพาราที่เหลือทิ้งจากการปลูกทดแทนหรือเกษตรกรรม เป็นการตอบโจทย์ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมไปในตัว
ภาคใต้ของประเทศไทยเป็นพื้นที่หนึ่งที่มีการเพาะปลูกปาล์มน้ำมันจำนวนมาก และมีอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการผลิตน้ำมันไบโอดีเซล หรือการผลิตน้ำมันปาล์มเพื่อการบริโภค ผลที่เกิดขึ้นต่อมา ทำให้เกิดวัสดุเหลือใช้จากภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมจำนวนมาก และเป็นแหล่งที่เหมาะสมในการจัดตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวล และมีผู้เล่นที่เชี่ยวชาญอยู่ในพื้นที่
‘บริษัท ท่าฉาง กรีน เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ TGE’ เป็นผู้ประกอบการด้านธุรกิจโรงไฟฟ้าชีวมวล ในพื้นที่เขตอำเภอท่าฉาง จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีโรงไฟฟ้าชีวมวล 3 แห่ง ได้แก่ โรงไฟฟ้า TGE, TPG และ TBP กำลังการผลิตติดตั้งรวม 29.7 MW และปริมาณไฟฟ้าเสนอขายกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ตามสัญญาระยะยาวรวม 20.3 MW และมีปริมาณไฟฟ้าขายให้แก่ท่าฉางอุตสาหกรรม ภายใต้สัญญาแบบ NON-Firm อีก 7.0 MW ซึ่งความแข็งแกร่งของกลุ่ม TGE คือ การเป็นผู้ประกอบการที่มีความแข็งแกร่งในด้านซัพพลายเชื้อเพลิงของโรงไฟฟ้า ทั้งทะลายปาล์มเปล่า เส้นใยปาล์ม หรือวัสดุเหลือใช้จากการเกษตรกรรม เช่น ไม้ชิพ รากไม้สับ และโรงไฟฟ้าขยะชุมชน โดยผลการดำเนินงานที่ผ่านมา TGE มีการเติบโตที่โดดเด่นดีมาก
รายได้และกำไรของ TGE
นอกจากการเติบโตในปัจจุบัน บริษัทฯ ยังอยู่ระหว่างรอการไฟฟ้ารับยื่นคำเสนอขายไฟฟ้าและเข้าทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) กับการไฟฟ้าจากโครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชนจำนวน 3 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 22.0 MW ทั้งนี้ เมื่อโครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชนที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและก่อสร้างทั้งหมดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ รวมกับโครงการโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว กลุ่มบริษัทฯ จะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งรวมทั้งสิ้น 51.7 MW ภายในปี 2567
นอกจากนี้ TGE ยังมีแผนจะเข้าประมูลโรงไฟฟ้าขยะชุมชนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) อีก 4 โครงการ ภายในปีนี้ซึ่งอาจมีส่วนช่วยเพิ่มกำลังการผลิตของ TGE ในอนาคต
วางเป้าหมาย 200 MW ภายในปี 2575
แม้ขณะนี้ TGE จะมีความแข็งแกร่งอย่างมาก แต่บริษัทฯ ก็คาดหวังจะสร้างการเติบโตที่มากขึ้นกว่า 4 เท่าตัวจากกำลังการผลิตที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยบริษัทฯ มีเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจพลังงานทดแทนทั้งในและต่างประเทศ โดยจะเพิ่มกำลังการผลิตติดตั้งของโรงไฟฟ้าในกลุ่มบริษัทฯ ทั้งหมด รวมกำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าที่ COD และอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการให้มากกว่า 100 MW ภายในปี 2570 และเพิ่มเป็นไม่น้อยกว่า 200 MW ภายในปี 2575
กำลังการผลิตไฟฟ้าโครงการใหม่ ๆ บริษัทฯ วางเป้าหมายไว้คือ การหาโครงการใหม่ที่สอดคล้องกับการสนับสนุนภาครัฐ โดยโฟกัสไปที่การผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนในส่วนของพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังน้ำ พลังงานชีวมวล ก๊าซชีวภาพ รวมไปถึงพลังงานจากขยะ
สาเหตุที่ TGE ให้ความสำคัญกับโรงไฟฟ้าขยะชุมชน เนื่องจากภาครัฐให้การสนับสนุนกับการเพิ่มโรงไฟฟ้าประเภทนี้มากขึ้น โดยแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2561 - 2580 รัฐบาลมีเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนจากพลังงานทดแทนให้มีกำลังการผลิตรวมในปี 2561 จากระดับ 10,715 MW ให้ขึ้นมาอยู่ที่ 29,411 MW ภายในปี 2580 ซึ่งรวมถึงการเพิ่มกำลังการผลิตจากขยะชุมชนด้วย เพราะมีประโยชน์ทั้งการผลิตไฟฟ้าในพื้นที่ใกล้เคียง และขณะเดียวกันจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการกำจัดขยะในพื้นที่ไปด้วย
ประโยชน์ที่ TGE จะได้รับ นอกจากการได้ขายไฟฟ้าตามที่ภาครัฐสนับสนุน ยังได้รับค่ากำจัดและจัดเก็บขยะ รวมถึงสามารถมีโอกาสสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต ที่จะช่วยต่อยอดให้บริษัทฯ ได้รับรายได้ในส่วนนี้ด้วย ซึ่งเทรนด์ของโลกในอนาคตที่ทุกประเทศให้ความสำคัญกับคาร์บอนเครดิต และทางรัฐบาลของไทยก็ให้การสนับสนุนในเรื่องนี้เช่นเดียวกัน
เคล็ดลับสำคัญคือ เอาชนะใจชุมชนก่อน
อย่างไรก็ตาม ในอนาคตทิศทางของบริษัทฯ จะเน้นการไปลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานขยะเพิ่มขึ้น แม้จะเป็นนโยบายของภาครัฐที่สนับสนุนและรับซื้อไฟฟ้าในมูลค่าที่สูง แต่การตั้งโครงการนั้นทำได้ยากกว่าโรงไฟฟ้าอื่น ๆ เพราะมักจะมีกระแสการต่อต้านจากชุมชนรอบข้างที่อาจไม่เข้าใจเหตุผลในการจัดตั้งโรงไฟฟ้า ดังนั้น การเอาชนะใจชุมชนจึงเป็นสิ่งสำคัญ
ดร.ศักดิ์ดา ศิริภัทรโสภณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TGE มองว่า การเอาชนะใจชุมชนคือ หัวใจสำคัญในการทำโรงไฟฟ้าขยะชุมชน เนื่องจากชุมชนอาจไม่เข้าใจ และมองถึงผลกระทบจากการก่อสร้าง ดังนั้น เราต้องทำความเข้าใจกับชุมชนตั้งแต่ก่อนที่จะมีการประมูลโรงไฟฟ้าเกิดขึ้น
TGE ให้ความสำคัญกับชุมชน ทั้งการพูดคุยทำความเข้าใจและประโยชน์ที่จะได้ถึงการเข้ามาตั้งโรงไฟฟ้าในพื้นที่ใกล้เคียง นอกจากนี้ ยังสนับสนุนกิจกรรมของชุมชน ลงพื้นที่ว่าชุมชนมีความต้องการอะไร และ TGE สามารถช่วยเหลือสิ่งใดกับชุมชนได้บ้าง ทำให้บริษัทฯ ได้รับการยอมรับของชุมชนสูงมาโดยตลอด และไม่เกิดกระแสต่อต้านจากชุมชนใกล้เคียง
การเติบโตที่น่าสนใจของ TGE ทำให้บริษัทฯ ต้องการขยายฐานทุนเพื่อเข้าถึงโอกาสใหม่ ๆ มากขึ้น และสร้างความแข็งแกร่งให้กับบริษัทฯ โดย TGE กำลังจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ซึ่งจะมีการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนครั้งแรก 600 ล้านหุ้น บริษัทฯ จะนำเงินที่ได้รับจากการระดมทุน แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ
1.ลงทุนในโครงการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน โดยนำเงินใช้ในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะชุมชนทั้ง 3 แห่ง ในจังหวัดสระแก้ว จังหวัดราชบุรี จังหวัดชุมพร ภายในปี 2565 - 2567
2.ชำระเงินกู้ยืมสถาบันการเงิน ภายในปี 2565 - 2566
3.เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจของ TGE, TPG และ TBP ภายในปี 2565 - 2567
เป็นโอกาสครั้งสำคัญที่นักลงทุนจะร่วมสร้างการเติบโตไปพร้อมกับ TGE และเกาะกระแสการเติบโตของพลังงานสะอาดที่จะช่วยพลิกโฉมประเทศไทยไปด้วยกัน
