CENTEL ชี้ท่องเที่ยวฟื้นตัวดันอัตราเข้าพักเกิน 50 % เชื่อค่าแรงขั้นต่ำ - ต้นทุนวัตถุดิบพุ่งส่งผลกระทบน้อย
CENTEL คาดครึ่งปีหลังท่องเที่ยวสดใส หนุนธุรกิจโรงแรมฟื้นตัว คาด Occupancy Rate สิ้นปีแตะระดับ 50% ส่วนธุรกิจอาหารคาดไตรมาส 3/65 เติบโตทั้งจากช่วงเดียวกันปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า ชี้ต้นทุนวัตถุดิบ-ค่าแรงขึ้น กระทบไม่มาก เชื่อบริหารจัดการได้ ประเมินรายได้รวมปี 2565 เติบโต 18,800 บาท
นายกันย์ ศรีสมพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่การเงินและรองประธานฝ่ายการเงินและบริหาร บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL กล่าวในงาน Opportunity Day ว่า แนวโน้มการท่องเที่ยวในช่วงครึ่งปีหลังค่อนข้างสดใส โดยไตรมาส 3/65 น่าจะเติบโตใกล้เคียงกับไตรมาส 2/65 และปรับตัวดีขึ้นอย่างมากในไตรมาส 4/65 จากตลาดลองฮอลล์ ทั้งยุโรป อังกฤษ เยอรมนี รัสเซีย และตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มดีขึ้น ประกอบกับการสถานการณ์ Covid-19 ในไทยคลี่คลาย ทำให้การท่องเที่ยวภายในประเทศฟื้นตัว ส่งผลให้อัตราการเข้าพักเฉลี่ย (Occupancy Rate) ทั้งปี (รวมโรงแรมที่ดูไบ) น่าจะอยู่ที่ประมาณ 45-50% และรายได้ต่อห้องพักเฉลีย (RevPar) น่าจะอยู่ที่ 1,900–2,200 บาท อย่างไรก็ตาม คาดว่ารายได้ของธุรกิจโรงแรมในปี 2565 จะเติบโตใกล้เคียง 6,800 บาท และกลับมาฟื้นตัวเต็มที่เท่ากับช่วงก่อนเกิด Covid-19 ได้ในปี 2567
สำหรับธุรกิจอาหาร ตั้งเป้าอัตราการเติบโตจากสาขาเดิม (SSSG) อยู่ที่ 10-15% จากปีก่อน และอัตราการเติบโตของยอดขายรวมทุกสาขา (TSS) จะอยู่ในช่วง 20-25% เมื่อเทียบปีก่อน ทำให้คาดว่าปี 2565 รายได้ในส่วนของธุรกิจอาหารจะเติบโตราว 12,000 ล้านบาท
“ภาพรวม 6 เดือนแรกมีแนวโน้มค่อนข้างดี โดยคาดว่าไตรมาส 3/65 จะเติบโตต่อเนื่องทั้งจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า จากฐานที่ต่ำในปีก่อน เนื่องจากมีการล็อกดาวน์ในเดือนก.ค. - ส.ค. 2564 และอัตราการเติบโตจากสาขาเดิม (SSS) คาดว่าจะเติบโตสูงสุด”
ส่วนต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับขึ้น บริษัทมีการบริหารจัดการและปรับเปลี่ยนเมนูให้เหมาะสม รวมถึงมีการปรับขึ้นราคาอาหาร จึงเชื่อว่าจะสามารถชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ ขณะที่ประเด็นค่าแรงขั้นต่ำที่จะปรับขึ้นนั้น บริษัทประเมินว่าจะมีผลประทบราว 0.1-0.2% ซึ่งบริษัทมีการบริหารจัดการและติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง น่าจะชดเชยต้นทุนส่วนนี้ได้
ดังนั้น จากแนวโน้มการขยายตัวของธุรกิจโรงแรมและอาหารดังกล่าวข้างต้น ทำให้คาดว่ารายได้ในปี 2565 จะเติบโตประมาณ 18,800 ล้านบาท
ขณะที่แผนการลงทุนในปีนี้ บริษัทคาดว่าจะใช้เงินลงทุน 3,100 ล้านบาท แบ่งเป็นการใช้ในธุรกิจโรงแรมประมาณ 1,800 ล้านบาท เช่น การก่อสร้างโรงแรมในมัลดีฟส์ จำนวน 800 ล้านบาท ซึ่งจะเปิดให้บริการในปี 2567-2568 และโรงแรมในโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น จำนวน 200 ล้านบาท เปิดให้บริการในปี 2566 และโรงแรมในดูไบอีกราว 300 ล้าน ส่วนที่เหลืออีก 1,300 ล้านบาท จะใช้ลงทุนในธุรกิจอาหาร ซึ่งบริษัทคาดว่าจะมีจำนวนสาขาใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 180-200 สาขา สำหรับปี 2566 และ ปี 2567 คาดว่าจะใช้เงินลงทุนจำนวน 3,800 ล้านบาท และ 5,000 ล้านบาท ตามลำดับ
