COM7 อีกหนึ่งหุ้น Performance ดี แต่อัพไซด์น้อย กูรูแนะรอจังหวะราคาหุ้นย่อตัวก่อนลงทุน
เปิดตัวกันไปเรียบร้อยสำหรับ iPhone 14 และ iPhone 14 Pro สมาร์ทโฟนเรือธงจากค่าย Apple ซึ่งจะวางจำหน่ายในประเทศไทยวันที่ 16 ก.ย. นี้ นับเป็นการกลับเข้าสู่กลุ่มประเทศ Tier 1 อีกครั้ง ทำให้สาวก iPhone ในไทยสามารถจับจองเป็นเจ้าของได้เป็นกลุ่มประเทศแรกพร้อมกับสหรัฐอเมริกา
ประเด็นดังกล่าวนับเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่มสินค้าอุปกรณ์ไอที เพราะการเริ่มจำหน่ายได้เร็ว จะทำให้บริษัทสามารถรับรู้ยอดขายได้ในช่วงท้ายของไตรมาส 3/65 และต่อเนื่องไปยังไตรมาส 4/65 ได้เต็มไตรมาส ทำให้ช่วงท้ายของปีมักเป็นไฮซีซั่นของกลุ่มธุรกิจ
ซึ่ง COM7 หรือ บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) เป็นหนึ่งในหุ้นที่ได้รับผลบวกโดยตรง และตั้งแต่ต้นปี 2565 ราคาหุ้นปรับลดลงมาแล้ว 58.41% ดังนั้นจะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการเข้าสะสมหรือไม่ และหากนักลงทุนมือใหม่สนใจ COM7 มีความเหมาะสมแค่ไหน สำหรับการเป็น “หุ้นตัวแรก” ในการลงทุน
คุณอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ให้ความเห็นกับ Wealthy Thai ว่า COM7 เป็นหุ้นที่สร้าง Performance ดีในช่วงหลายปีที่ผ่าน ทำให้ฐานกำไรค่อนข้างสูง จึงเป็นเรื่องยากที่บริษัทจะสร้างการเติบโตให้ทะลุฐานเดิม หลังจากนี้อาจไม่ได้เห็นการเติบโตในระดับสูงถึง 20% อาจอยู่ในระดับ 10% กว่าๆ นับเป็นเรื่องท้าทายว่าบริษัทจะใช้กลยุทธ์การดำเนินงานอย่างไรเพื่อขับเคลื่อนการเติบโต
ดังนั้นการลงทุนสำหรับนักลงทุนมือใหม่หรือการเลือกเป็นหุ้นตัวแรกต้องอาศัยจังหวะ โดยฝ่ายวิจัยให้มูลค่าเหมาะสมตามปัจจัยพื้นฐานของ COM7 อยู่ที่ 37 บาท ซึ่งหากดูจากราคาหุ้น ณ ปัจจุบัน อัพไซด์ค่อนข้างจำกัด แนะนำให้รอจังหวะที่ราคาหุ้นย่อตัวลงมาแตะระดับ 30 บาทต้นๆ หรือต่ำกว่าระดับ 30 บาทลงไป ทำให้มีอัพไซด์มากกว่า 15% ซึ่งเป็นจังหวะที่ดีในการเข้าลงทุน
สำหรับแนวโน้มการเติบโตในช่วงครึ่งหลังของปี 2565 คาดจะดีกว่าครึ่งแรกของปี จากการเปิดตัว iPhone 14 ซึ่งจะช่วยหนุนให้ยอดขายเติบโตดี ส่วนปีหน้าประเมินว่าบริษัทมีแนวโน้มขยายตัวตามการเปิดสาขาใหม่ และภาวะอุตสาหกรรมที่ดี รวมถึงภาครัฐอาจมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ทำให้ผู้บริโภคจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น
ด้านบล.เอเซีย พลัส ระบุถึงแนวโน้มการดำเนินของ COM7 แม้กำไรมีแนวโน้มดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 3/65 จากผลของฤดูกาลและสาขาที่จะเพิ่มขึ้น แต่ฝ่ายวิจัยต้องปรับประมาณการกำไรปี 2565 ลงจากเดิม 6% เหลือ 2.98 พันล้านบาท และปรับลด 1% สำหรับปี 2566 เหลือ 3.56 พันล้านบาท สะท้อนกำไรครึ่งแรกปี 2565 ที่มีสัดส่วนเพียง 36% ของคาดการณ์ทั้งปี ทำให้ราคาเป้าหมายปี 2565 ปรับลดจาก 49.50 บาท เหลือ 44.0 บาท แต่ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” เพราะคาดกำไรปี 2565 – 2566 ยังโตได้เฉลี่ย 17% และศักยภาพเติบโตระยะยาวจากการต่อยอดสินค้าไอทีไปสู่สินค้าอื่นๆ

