Official Update :

หุ้น Anti-commodity กำลังเปล่งประกาย เมื่อราคาน้ำมันไม่กดดันต้นทุนอีกต่อไป

ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจาก นักลงทุนเกิดวิตกว่า อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย และส่งผลให้อุปสงค์น้ำมันชะลอตัว ดังนั้นเมื่อราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง ย่อมมีหุ้นที่ได้ประโยชน์ และเสียประโยชน์ โดยในบทความนี้ Wealthy Thai ได้รวบรวมหุ้นที่ได้ผลบวก และราคายังอยู่ในโหมดที่น่าเข้าลงทุนหรือไม่


มุมมองของนักวิเคราะห์บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า ในปี 2565 ราคาน้ำมัน WTI เคยขึ้นไปกว่า 73.5% ส่วนหนึ่งเกิดจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน อย่างไรก็ตามในช่วงปลายไตรมาส 2-3/65 ราคาน้ำมันย่อตัวลงมาเร็วจนกลับมาอยู่ในระดับใกล้ๆกับช่วงต้นปี ซึ่งถูกกดดันด้วย 3 ปัจจัยหลักๆ ดังนี้

1.ธนาคารกลางแห่งสหรัฐฯ หรือ เฟด เร่งขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดกั้นเงินเฟ้อ 0.75% ทั้ง 3 รอบการประชุม และครั้งหน้าเดือน พ.ย. มีโอกาสเร่งขึ้นต่อ

2.ความกังวลเศรษฐกิจชะลอ ล่าสุดองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ปรับ GDP โลก ปี 2566 ลงจาก 2.8% เหลือ 2.2%

3.สกุลเงินดอลลาร์แข็งขึ้นมาเร็ว ล่าสุดแข็งค่าเกือบ 20%เป็นส่วนหนึ่งที่กดดันราคา Commodity


จากราคาน้ำมันหรือราคา Commodity ที่ลงมาเร็วในช่วงไตรมาส 3/65 ฝ่ายวิจัยฯ จึงทำการค้นหาหุ้น Anti-Commodity ราคา Laggard โดยเลือกเฉพาะ หุ้นที่ราคานับจากต้นปีถึงปัจจุบันยังติดลบ และยังฟื้นขึ้นมาจากจุดต่ำสุดของปีได้ไม่มาก อย่าง OSP, CBG, KEX, GPSC, EPG, BGC, TASCO, BGRIM หุ้นดังกล่าวน่าจะได้รับ Sentiment เชิงบวกมากขึ้น และสามารถเก็งกำไรในช่วงสั้นได้



สำรวจปัจจัยพื้นฐาน

GPSC

บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า หุ้นเด่น สวยทุกมุมมอง ราคาน่ารัก โดยอีกหนึ่งในหุ้น anti-commodity ที่คาดจะได้ sentiment เชิงบวกจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวเข้าสู่ช่วงขาลง และคาดจะส่งผลให้ต้นทุนก๊าซฯ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักปรับตัวลงตามในอนาคต


โดยแนวโน้มกำไรไตรมาส 3/65 คาดฟื้นตัวได้บ้างเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน เนื่องจากแรงหนุนของส่วนแบ่งกำไรโรงไฟฟ้า XPCL ที่เข้าสู่ช่วงฤดูกาลน้ำ รวมถึงการปรับขึ้นค่า Ft งวด ก.ย. - ธ.ค.ขึ้นอีก 68.7 สตางค์/หน่วย แต่ยังมีปัจจัยกดดันหลักมาจากราคาพลังงานที่คาดจะปรับตัวสูงต่อเนื่องจากไตรมาสก่อน


ขณะที่ราคาหุ้นปรับฐานลงมาแล้วระดับหนึ่ง แนะนำหาจังหวะทยอยสะสมลงทุน สำหรับการเติบโตในระยะยาว โดยให้คำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย  80 บาท



EPG

บล.กรุงศรี ระบุว่า แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมายที่ 14.50 บาท เงินบาทที่อ่อนค่าเป็นอีกปัจจัยหนุนในระยะสั้นรายได้ 60% ของ EPG อยู่ในสกุลเงินต่างประเทศ USD และ ดอลลาร์ออสเตรเลีย EPG เข้าไปลงทุนใน 4 Way ยังถือเป็นการแทรกตัวในตลาดโช้คอัพ (shock absorber) ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่มีความสำคัญ และมี turnover สูงในกลุ่มรถกระบะ อายุเฉลี่ยของรถประเภท 4 x 4 หรือรถกระบะที่ลุยงานหนักจะอยู่ที่ 2-3 ปี ขณะที่รถยนต์นั่งโดยสารจะอยู่ที่ 6 ปี


ทั้งนี้ผลการดำเนินงานของ EPG จะฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในงวดเดือนก.ค.-ก.ย. สถานการณ์ขาดแคลน chip กำลังคลี่คลาย สะท้อนจากยอดการผลิตรถกระบะขนาด 1 ตันที่ฟื้นตัวขึ้น ทั้งนี้ บริษัทรวม Tough Dog เข้าในงบรวมทำให้รายได้จากการขายชิ้นส่วนยานยนต์เพิ่มขึ้นถึง 30%จาไตรมาสก่อน และ GPM เพิ่มขึ้นเป็น 34-35% ในงวดเดือนก.ค.-ก.ย. คาดว่ายอดขายที่แข็งแกร่งและต้นทุนวัตถุดิบลดลงทำให้รายได้ และ GPM ของธุรกิจฉนวนยางทำสถิติสูงสุดใหม่



TASCO

บล. ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ผู้บริหารยังเชื่อว่าปริมาณปีนี้จะทรงตัวที่ 1.2 ล้านตันได้ เพราะอุปทานในภูมิภาคตึงตัว และความต้องการซื้อในอินโดนีเซียยังคงสูง ส่วนวัตถุดิบมีใช้ถึงไตรมาส 3/65 ด้านแนวโน้มกำไรสุทธิไตรมาส 3/65 คาดว่าจะอ่อนลงจากไตรมาสก่อน แต่ทรงตัวได้จากช่วงเดียวกันของปีก่อน


ปรับคำแนะนำเป็นถือ (เดิมเต็มมูลค่า) เนื่องจากคาดว่าผลประกอบการปี 66 จะฟื้นตัวดีขึ้น แรงกดดันด้านต้นทุนวัตถุดิบจะน้อยลง ให้ราคาพื้นฐานใหม่ 15.50 บาท



BGRIM

บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ปรับไปใช้ราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2566 ที่ 43.00 บาท/หุ้น GRIM มี Downside จำกัดแล้วเนื่องจาก 1. แม้ต้นทุนก๊าซธรรมชาติยังสูงในไตรมาส 3/65 แต่คาดมี Upside จำกัด และมีแนวโน้มปรับตัวลงในปี 2566 รวมถึงคาดค่า Ft จะยังอยู่ในระดับสูงไปอีกระยะหนึ่ง (มีโอกาสปรับขึ้นอีกในรอบ ม.ค. - เม.ย. 66 เพื่อสะท้อนต้นทุน) จึงมองว่ากำไรของบริษัทฯผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในครึ่งแรกปี 65 และอยู่ในช่วงของการฟื้นตัว


2.ธุรกิจโรงไฟฟ้าได้รับผลกระทบจำกัดจากความกังวลเกี่ยวกับ Recession และ 3.บริษัทฯมีโอกาสเข้าลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในประเทศเพิ่มเติม (เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนตามเป้าหมายของบริษัทฯ) หลังที่ประชุม กกพ. มีมติอนุมัติให้ออกระเบียบการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและจะประกาศรับซื้อในช่วงปลายปีนี้ ปรับคำแนะนำ ขึ้นเป็น “ซื้อ”



KEX

บล.ทิสโก้ ระบุว่า จากการประชุมกับผู้บริหาร KEX ล่าสุด ปริมาณพัสดุในช่วงเดือนก.ค.และส.ค.65 ปรับตัวดีขึ้นกว่าในไตรมาส 2/65 เนื่องจากการทำการตลาดและจัดโปรโมชั่น อย่างหนักของอี-คอมเมิร์ซ เช่น 7/7, 8/8 และ Mid-Year Sales เป็นต้น นอกจากนี้จากการที่บริษัทมีการคิดค่าขนส่งต่อชิ้นเพิ่มขึ้น จากต้นทุนราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น และสภาวะราคาต่อชิ้นที่เก็บจากลูกค้าไม่ได้ลดลงเร็วและแรงเมื่อเทียบกับปี 64


จากสถานการณ์การแข่งขันที่ลดความรุนแรงลงมากและคู่แข่งหลักๆมีการปรับราคาต่อชิ้นเพิ่มขึ้นนั้น คาดว่าจะเข้ามาช่วยลดต้นทุนได้บางส่วน และทำให้อัตรากำไรขั้นต้นในช่วงครึ่งปี หลังมีการปรับตัวดีขึ้นกว่าในครึ่งปีแรก 65 อย่างไรก็ตามยังคาดว่าอุตสาหกรรมการขนส่งพัสดุจะมีการปรับโครงสร้างหรือกลยุทธ์บางอย่างเพื่อความอยู่รอดรวมถึงคาดว่าจะมีความเป็นไปได้ที่จะมีการควบรวมกิจการกันในอนาคต


จึงคงประมาณการรายได้และกำไรสุทธิปี 65-67 โดยคาดการณ์ขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 1.9 พันล้านบาทในปี 65 ก่อนจะพลิกมาเป็นกำไรสุทธิ 777 ล้านบาทในปี 66 และ 1.13 พันล้านบาทในปี 67 คงคำแนะนำ ขาย ราคาเป้าหมายปี 65 คงเดิมที่ 19.50 บาท


This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”

Most Viewed
Wealth EZ
“รุ่นหนึ่งสร้าง-รุ่นสองรักษา-รุ่นสามทำลาย” !!!
Updated 1 day ago
Fun of Funds
“Fund of Property fund - Thai” โอกาสลงทุนรับ “ปันผลดี-สม่ำเสมอ” ง่ายๆ ผ่าน “กองทุนรวม” !!!
Updated 8 hours ago
Stock of the Day
จับตาวิกฤตตะวันออกกลาง ซาอุฯ ปิดท่อส่งน้ำมันดันราคาพุ่ง ชู PTTEP เด่นรับอานิสงส์น้ำมันดิบ กบง. ขยายเวลาตรึงดีเซลกดดันโรงกลั่น
Updated 15 hours ago
Stock of the Day
SC วางหมากโค้งสุดท้าย ต่อยอด Live and Learn Home ส่งโปรดักต์ใหม่หนุน Q4/69 พีคสุดของปี ลุ้นปิดขาย 19 โครงการมูลค่ากว่า 2.56 หมื่นลบ.
Updated 8 hours ago
Stock of the Day
เรากำลังแข่งกันสร้าง “พระเจ้า” แต่เราแน่ใจแล้วหรือว่าจะเป็น “พระเจ้าผู้ทรงเมตตา”? ความกังวลที่ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่เพิ่งเริ่มเป็นที่รับรู้
Updated 14 hours ago
Follow Us