HANA ถือ 1 ปี ติดลบไปกว่า 55.65% ฟากโบรกฯเสียงแตก มีทั้งแนะ “ถือ” และ “รอดูไปก่อน” ชี้เศรษฐกิจโลกชะลอ-ความขัดแย้งทางการเมืองยังกดดันกำไร
กลุ่มธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์เคยเป็นหนึ่งในธุรกิจที่เนื้อหอมในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ด้วยวิกฤตการณ์เซมิคอนดักเตอร์ขาดแคลนทั่วโลกจึงเป็นสนับสนุนให้ความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างมากส่งผลให้บริษัทในไทยที่เกี่ยวกับกลุ่มดังกล่าวได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย รวมไปถึงบริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) หรือ HANA แต่ข่าวดีมักผ่านไปไวเสมอ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอและค่าเงินบาทแข็งก็เป็นกดดันการดำเนินงานเป็นอย่างมาก ซึ่งสะท้อนมากยังราคาหุ้นด้วยเช่นกันโดยตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน(ณ วันที่ 5 ต.ค. 65)ปรับตัวลงถึง 55.65% มาอยู่ที่ 39.25 บาท
โดยนักลงทุนส่วนใหญ่ก็ได้ตั้งข้อสงสัยและคำถามขึ้นควรรับมือเช่นไร ในวันนี้ทาง Wealthy Thai จึงขอพาผู้อ่านและนักลงทุนไปหาคำตอบกัน
เริ่มกันที่นักวิเคราะห์บล.เคจีไอ ให้คำแนะนำ “ถือ” แต่ปรับลดราคาเป้าหมายสิ้นปี 66 ลงจาก 47 บาท เหลือ 38 บาท เนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัวลงในขณะที่เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์และยังมีปัญหาความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงความท้าทายทางเศรษฐกิจอื่น ๆ จึงคาดว่ายอดจัดสั่งสมาร์ทโฟนทั่วโลกจะหดตัวลง 6.5% ในปี 65 ก่อนที่จะดีดตัวขึ้น 5.2% ในปี 66
ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของทีมวิจัยเคจีไอในไต้หวันที่คาดว่ายอดจัดสั่งสมาร์ทโฟนทั่วโลกจะหดตัวลง 8%ในปี 65 และยอดจัดสั่ง NB ทั่วโลกจะหดตัวลง 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ทั้งนี้จากการศึกษาของเราพบว่ายอดขายของ HANA มีความสัมพันธ์กับยอดขายเซมิคอนดักเตอร์โลกอยู่ที่ประมาณ 0.8
ดังนี้ขาขึ้นของอุตสาหกรรมที่อาจจะจบรอบแล้วจากการที่ยอดขายเซมิคอนดักเตอร์โลกชะลอตัวลงในช่วงเดือนพฤษภาคม 65 - กรกฎาคม 65 อาจจะทำให้ยอดขายของ HANA ลดลง จึงได้ปรับสมมุติฐานใหม่และปรับลดประมาณการกำไรปี 66 ลง 17% ทำให้ประมาณการกำไรจากธุรกิจหลักของหดตัวลง 6% ในปี 65 และ 2% ในปี 66
ฟากนักวิเคราะห์จากบล.บัวหลวง ให้คำแนะนำ “รอดูความชัดเจนก่อน” เนื่องจาก HANA ยังคงมีความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ปัญหาด้านอุปทานตึงตัวและความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ ปรับประมาณการกำไรขึ้นที่จำกัดจะกดดันและเป็นความเสี่ยงในช่วงครึ่งหลังของปี 65 ถึงปี 66
ซึ่งในไตรมาส 3/65 คาดว่าลูกค้า HANA จะเน้นไปที่การบริหารจัดการคลังสินค้า จึงจะเห็นการปรับสินค้าคงคลังในไตรมาส 3/65 โดยเฉพาะกลุ่มสมาร์ทโฟนและ PC สำหรับธุรกิจ PMS ผลการดำเนินงานจะค่อยๆฟื้นตัวดีขึ้นในไตรมาส 3/65 นอกจากนี้การกลับมาเปิดประเทศจีนอีกครั้งจะปลดล็อกความสามารถในการส่งตัวอย่างไปยังลูกค้าที่มีศักยภาพที่สำคัญบางราย
จะช่วยอัตรากำไรขั้นต้นในครึ่งหลังของปี 65 จะทรงตัวจากในไตรมาส 2/65 หนุนมาจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตามอัตรากำไรขั้นต้นจะลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากราคาต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นและการขาดทุนจากธุรกิจ SiC ดังนั้นคาดกำไรหลักในไตรมาส 3/65 จะลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนแต่เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า
