GULF เติบโตมากแค่ไหน หลังเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นับเป็นช่องทางในการสร้างการเติบโต และระดมทุนเพื่อขยายธุรกิจผ่านเครื่องมือที่มีมากมาย รวมถึงสร้างความน่าเชื่อถือช่วยลดต้นทุนทางการเงิน ทำให้หลายบริษัทเลือกที่จะเข้ามาจดทะเบียน เพื่อหาโอกาสการเติบโต และ GULF หรือ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวอลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ที่ใช้ประโยชน์ของตลาดหุ้นในการสร้างการเติบโต


โดย 5 ปีที่ผ่านมา GULF ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และใช้ประโยชน์จากการระดมทุนในการสร้างการเติบโต โดยมีการเติบโตของรายได้เกือบ 1,000 % และในขณะเดียวกันยังผลักดันให้มูลค่าของบริษัทให้เติบโตถึง 5 เท่าภายใน 5 ปี แถมยังขยายธุรกิจไปยังด้านการสื่อสาร และจับมือกับแพลตฟอร์มระดับโลก อย่างไบแนนซ์ ในการสร้างแพลตฟอร์มการซื้อขายในเอเชียด้วย


ทั้งนี้ในปัจจุบัน GULF กำลังสร้างการเติบโตอย่างน่าสนใจ โดยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 5,200 MW และมีแผนจะเพิ่มกำลังการผลิตไปที่ 8,090 MW ซึ่งความน่าสนใจของ GULF ไม่ได้อยู่แค่ธุรกิจไฟฟ้าเท่านั้น บริษัทยังตั้งงบลงทุน 1.2 แสนล้านบาทใน  5 ปีข้างหน้า  ใน 5 ธุรกิจหลัก ทั้งธุรกิจโรงไฟฟ้าแบบดั่งเดิม โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ธุรกิจแก็ส  ธุรกิจด้านโครงสร้างพื้นฐาน และธุรกิจด้านการลงทุนและดิจิทัล


บล.เอเซียพลัส ประเมิน GULF นั้นมีโอกาสลงทุนระยะยาว โดยล่าสุด GULF ประกาศเข้าลงนามสัญญาซื้อหุ้น 49% ในโครงการโรงไฟฟ้า Jackson 588 MWe ในสหรัฐฯ ด้วยเงินลงทุน 409.6 ล้านเหรียญฯ (ราว 1.5 หมื่นล้านบาท) ซึ่งถือเป็นก้าวแรกสู่การลงทุนใน USA และช่วยเพิ่มกำลังการผลิตของ GULF ให้เติบโตขึ้นอีก 7.3% ไปสู่ 8.7 พัน MWe ในปี 2570 และคาดจะช่วยให้ GULF รับรู้ส่วนแบ่งกำไรเพิ่มขึ้นอีกราว 2.9-3 พันล้านบาท/ปี หลังดีลแล้วเสร็จ คาดเดือน ธ.ค. 2565


ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 66 เป็นต้นไป และปรับไปใช้ FV ปี 2566 ที่ 65.5 บาท/หุ้น (ธุรกิจในโครงการเดิมของ GULF 62 บาท และโครงการ Jackson 3.5 บาท) โดยยังมี upside ส่วนเพิ่มจากโครงการโรงไฟฟ้าที่ยังไม่ถูกรวมในประมาณการอีก 2 โครงการ ได้แก่ 1) Pak Beng ราว 1.5-2.5 บาท/หุ้น และ 2) Pak Lay ราว 1-2 บาท/หุ้น แม้ช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาแล้วระดับหนึ่งสะท้อนแนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่งในช่วง 5 ปีข้างหน้า แต่อย่างไรก็ตามภายใต้ FV ใหม่ยังมี upside เกือบ 16% จึงแนะนำให้หาจังหวะทยอยสะสมลงทุน รับการเติบโตในระยะยาว



ซื้อหุ้น 49% ในโรงไฟฟ้าก๊าซฯ ที่ USA 588 MWE เพิ่มมูลค่าอีก 3.5 บ/หุ้น

เมื่อวันที่ 9 ก.ย. 2565 GULF ได้ประกาศได้เข้าลงนามในสัญญาซื้อหุ้นกับ J-POWER Jackson Partners, LLC (Jackson Partners) เพื่อเข้าซื้อหุ้น 49% ในโครงการโรงไฟฟ้า Jackson กำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นที่ 588 MWe คิดเป็นมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้น 409.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 1.5 หมื่นล้านบาท) โดยคาดจะดำเนินการชำระค่าหุ้นและโอนหุ้นภายในเดือน ธ.ค. 2565


สำหรับรายละเอียดโครงการ Jackson เป็นโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติกำลังการผลิตติดตั้ง 1.2 พันเมกะวัตต์ ตั้งอยู่ในเขตวิลล์รัฐอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เปิดดำเนินการเชิงพานิชย์เมื่อ 4 พ.ค. 2565 โดยมีการจำหน่ายไฟฟ้าให้กับโครงข่ายระหว่าง เพนซิลเวเนีย-นิวเจอร์ซีย์-แมริแลนด์ (Pennsylvania - New Jersey - Maryland Interconnection: PJM) ซึ่งถือเป็นตลาดซื้อขายไฟฟ้าแบบเสรี (Merchant Market) ที่มีความมั่นคง และมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในสหรัฐฯ ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 13 รัฐ และเขตปกครองพิเศษโคลัมเบีย โดยจุดเด่นของโรงไฟฟ้าดังกล่าว นอกจากจะตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในสหรัฐฯแล้ว ยังถือเป็นโรงไฟฟ้าที่มีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำสุดในสหรัฐฯ โดยมีค่าความร้อน (Heat rate) ที่ต่ำ ราว 6,400 – 6,600 BTU/KWh เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของตลาดในสหรัฐฯที่อยู่ราว 9,000 – 11,500 BTU/KWh จึงทำให้มีความสามารถในการแข่งขันได้สูง และได้เปรียบในด้านของต้นทุนค่าพลังงานในการผลิตจริงที่ถูกกว่าโรงไฟฟ้าก๊าซฯทั่วไป อีกทั้งยังสามารถเชื่อมต่อท่อส่งก๊าซฯ 3 ท่อ จากแหล่ง supply ก๊าซฯหลายแห่งทั้งในสหรัฐฯและแคนาดา จึงถือเป็นโรงไฟฟ้าที่มีความมั่นคงด้านแหล่งพลังงาน และมีความเสี่ยงต่ำที่จะจัดหาก๊าซฯ ให้กับโรงไฟฟ้าดังกล่าวได้ไม่เพียงพอ


ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยมีมุมมองเชิงบวกต่อการเข้าลงทุนในโครงการ Jackson ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตของ GULF ให้เติบโตขึ้นอีก 7.3% ของกำลังการผลิตทั้งหมดที่มีในมือในปัจจุบัน 8.1 พัน MWe ไปสู่ 8.7 พัน MWe ในปี 2570 อีกทั้งยังถือเป็นการกระจายการลงทุนของ portfolio ไปสู่ตลาดพลังงานของสหรัฐอเมริกา และช่วยให้ GULF สามารถรับรู้ผลประกอบการเข้ามาได้ทันทีหลังจากที่ดีลแล้วเสร็จ คาด ธ.ค. 2565 นอกจากนี้ยังถือเป็นการช่วยเปิดโอกาสการร่วมลงทุนกับกลุ่ม J-Power ที่เป็นหนึ่งในผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระรายใหญ่ที่สุดของโลก มีโครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่อยู่ระหว่างศึกษา ซึ่งจะช่วยต่อยอดโอกาสในการเข้าลงทุนโครงการใหม่ๆในอนาคต


สำหรับเงินลงทุนในโครงการครั้งนี้อยู่ที่ 409.6 ล้านเหรียญฯ หรือราว 1.5 หมื่นล้านบาท โดยจะมาจากการขายหุ้น 50% ในโรงไฟฟ้า BRK2 ประเทศเยอรมนี ราว 1.1 หมื่นล้านบาท และส่วนที่เหลือมาจากการออกหุ้นกู้ครั้งล่าสุดอีกราว 400 ล้านบาท โดยฝ่ายวิจัยกำหนดสมมติฐาน CAPEX/MW อยู่ที่ 0.7 ล้านเหรียญฯ ซึ่งถือว่ามีต้นทุนที่ต่ำกว่าการก่อสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯขึ้นใหม่ที่มีต้นทุนเฉลี่ยอยู่ราว 1.2 ล้านเหรียญฯ/MW สัดส่วน D/E โครงการอยู่ที่ 1:1 อัตราดอกเบี้ย 4% และสมมติฐานต้นทุนก๊าซฯเฉลี่ยอยู่ที่ 7 เหรียญฯ/ล้านบีทียู ทั้งนี้โรงไฟฟ้าดังกล่าวไม่มีกำหนดอายุสัญญาโครงการ ซึ่งผู้บริหารตั้งเป้าให้สามารถเปิดดำเนินการได้ราว 40 ปี อย่างไรก็ตามฝ่ายวิจัยกำหนดสมมติฐานอายุโครงการในเบื้องต้นที่ 30 ปีภายใต้หลักความระมัดระวัง ซึ่งคาดจะช่วยให้ GULF รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในโครงการดังกล่าวที่ราว 2.9 – 3 พันล้านบาท/ปีคิดเป็น EIRR ที่ 16% และประเมินมูลค่าโครงการฯ อยู่ที่ 3.5 บาท/หุ้น



ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2566 เป็นต้นไป สะท้อนโครงการใหม่ และสัดส่วนถือ BRK2 ที่ลดลง

ฝ่ายวิจัยปรับเพิ่มประมาณการกำไรปกติปี 2566 เป็นต้นไป เพื่อสะท้อน

1) การรวมโครงการโรงไฟฟ้า Jackson กำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้น 49% ที่ 588 MWe ไว้ในประมาณการ

2) การปรับลดสัดส่วนการถือหุ้นในโรงไฟฟ้า BRK2 ลงเหลือ 25% จากเดิม 50% และถอดโครงการดังกล่าวออกจากงบการเงินรวม เปลี่ยนเป็นรับรู้กำไรด้วยวิธีส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม ส่งผลให้ GULF คาดจะรับรู้กำไรจากโครงการดังกล่าวเหลือเพียงราว 650-700 ล้านบาท/ปี จากเดิมราว 1.3-1.4 พันล้านบาท/ปี


ซึ่งภายใต้ประมาณการใหม่ ส่งผลให้ กำไรปกติปี 2566-67 เพิ่มขึ้น 16.0% และ 13.6% จากเดิมมาอยู่ราว 1.9 หมื่นล้านบาท และ 2.2 หมื่นล้านบาท เติบโต 31.1%จากปีก่อน และ 18.3%จากปีก่อน  ตามลำดับ



ปรับไปใช้ มูลค่าที่เหมาะสม  ปี 2566 อยู่ที่ 65.5 บ./หุ้น แนะนำทยอยสะสมลงทุนระยะยาว

ภายใต้ประมาณการใหม่ ฝ่ายวิจัยประเมินมูลค่าพื้นฐานปี 2566 ของ GULF อยู่ที่ 65.5 บาท/หุ้น ซึ่งรวมโครงการ Jackson ไว้ในประมาณการแล้ว ทั้งนี้ยังมี upside ส่วนเพิ่มจากโครงการโรงไฟฟ้าที่ยังไม่ถูกรวมในประมาณการอีก 2 โครงการ ได้แก่ 1) Pak Beng ราว 1.5-2.5 บาท/หุ้น และ 2) Pak Lay ราว 1-2 บาท/หุ้น ที่อยู่ระหว่างรอเซ็นสัญญา PPA ซึ่งคาดจะแล้วเสร็จในช่วงปลายปี 2565 ช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาแล้วระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามยังมี upside จาก FV ใหม่เกือบ 16% จึงแนะนำให้หาจังหวะทยอยสะสมลงทุน รับการเติบโตที่แข็งแกร่งในระยะยาว


ไชยรัตน์ ศรีสุข

บรรณาธิการหุ้นและการลงทุน Wealthythai.com

Most Viewed
Stock of the Day
ก.ล.ต. ฟันผู้แนะนำการลงทุน ปมยักยอกเงินลูกค้า 19.3 ลบ. แอบถอนฝากประจำ-ทำเอกสารปลอมตบตา สั่งลงดาบแบนพ้นวงการตลาดทุนยาวถึง 10 ปี
Updated 22 hours ago
News Highlight
SAM ปล่อยของดี คัดทรัพย์ทำเลทองย่านที่อยู่อาศัยและพาณิชยกรรม มูลค่ารวม 91 ลบ. ออกประมูล 22 ก.ค.นี้
Updated 22 hours ago
Stock of the Day
TISCO แกร่งท้าภูมิรัฐศาสตร์ เผยผลงานครึ่งปีแรกบวก 6.4% ชี้ครึ่งปีหลังเน้นโตอย่างมีคุณภาพ คุมสินเชื่อ-รักษาสมดุลสู้ความผันผวน
Updated 1 day ago
News Highlight
ก.ล.ต. สั่งเพิกถอนผู้แนะนำการลงทุน กรณีกระทำมิชอบต่อทรัพย์สินของผู้ลงทุน
Updated 22 hours ago
Stock of the Day
“โก๋แก่” มัน(ส์) คู่ไทยมา 50 ปี ตัวอย่างแบรนด์เก๋าที่ไม่ยอมหายไปตามเวลา
Updated 1 day ago
Follow Us