สรุปงบไตรมาส 3 หุ้นแบงก์ กำไรรวมโต 26% KBANK ครองแชมป์เบอร์หนึ่งของกลุ่มฯ
ประกาศออกมาครบแล้วสำหรับผลประกอบการของหุ้นกลุ่มธนาคาร โดยภาพรวมไตรมาส 3/65 ของธนาคารทั้ง 10 แห่ง มีกำไรสุทธิอยู่ที่ราว 53,814 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.19% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 42,644 ล้านบาท ซึ่ง KBANK หรือ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ยังคงเป็นธนาคารที่มีกำไรสุทธิมากที่สุด โดยมีกำไรสุทธิไตรมาส 3/65 อยู่ที่ 10,574 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.51% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ครองแชมป์ต่อเนื่องจากช่วงครึ่งแรกของปี 2565
รองลงมาเป็น SCB หรือ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) มีกำไรสุทธิไตรมาส 3/65 ที่ 10,309 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.91% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
KTB หรือ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) มีกำไรสุทธิไตรมาส 3/65 ที่ 8,450 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 67.20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
BAY หรือ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กำไรสุทธิไตรมาส 3/65 ที่ 8,070 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.80% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
BBL หรือ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กำไรสุทธิไตรมาส 3/65 ที่ 7,657 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.80% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
TTB หรือ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) กำไรสุทธิไตรมาส 3/65 ที่ 3,715 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57.50% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
KKP หรือ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) กำไรสุทธิไตรมาส 3/65 ที่ 2,083 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41.00% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
TISCO หรือ บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กำไรสุทธิไตรมาส 3/65 ที่ 1,771 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.50% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
CIMBT หรือ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) กำไรสุทธิไตรมาส 3/65 ที่ 696 ล้านบาท ลดลง 7.57% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
และสุดท้าย LHFG หรือ บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มีกำไรสุทธิไตรมาส 3/65 ที่ 489 ล้านบาท ลดลง 31.99% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว แต่กำไรสุทธิยังโตต่อเนื่อง
ขณะที่ภาพรวมกำไรสุทธิของหุ้นกลุ่มธนาคารในปี 2565 บล.พาย ระบุว่า เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงจากเงินเฟ้อและดอกเบี้ยที่สูงขึ้น บวกกับความไม่แน่นอนของประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ยังคาดว่ากำไรสุทธิของกลุ่มธนาคารในปี 2565 จะโต 19% และ 11% ในปี 2566 จากแรงหนุนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่โตขึ้นจากการขยายตัวของสินเชื่ออัตราส่วนต่างดอกเบี้ย (NIM) และการตั้งสำรองหนี้ฯ ที่ลดลง คาดอัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ของกลุ่มจะเพิ่มขึ้นเป็น 8.2% ในปี 2565 และ 9.2% ในปี 2566 เทียบกับ 7.3% ในปี 2564
เลือก BBL และ SCB เป็นหุ้นเด่นของกลุ่มฯ
พร้อมคงมุมมองเชิง “บวก” ต่อหุ้นกลุ่มธนาคารเพราะ 1. กำไรสุทธิโตอย่างมั่นคง, 2. งบดุลยืดหยุ่นดี (อัตราการตั้งสำรองหนี้ฯ ที่สูงและฐานเงินทุนแข็งแกร่ง) พร้อมรับมือกับความไม่แน่นอน และ 3. มูลค่าหุ้นไม่แพง ซื้อขายกันที่ 0.7x PBV ปี 65 หรือ -1.0SD ต่อค่าเฉลี่ย 5 ปี
โดยชอบกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่เพราะมีพอร์ตสินเชื่อหลากหลายมากกว่าและมีโอกาสได้ประโยชน์จากการปรับเพิ่มดอกเบี้ยที่จะไปกระตุ้นส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ให้เพิ่มขึ้น เลือก BBL แนะนำ ซื้อ มูลค่าพื้นฐาน 164.00 บาท และ SCB แนะนำ ซื้อ มูลค่าพื้นฐาน 144.00 บาท เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มธนาคาร เพราะมีงบดุลที่ยืดหยุ่นดี การเติบโตของกำไรสุทธิฟื้นตัวต่อเนื่อง และมูลค่าหุ้นน่าดึงดูด

