SCC ประกาศดีลใหญ่ ส่ง SCGL รวมกิจการ JWD ตั้ง SCGJWD เปิดแนวรุกโลจิสติกส์เต็มตัว
JWD แจ้งตลาดหลักทรัพย์ ประกาศแผนควบรวมบริษัท SCGL (บริษัทย่อย SCC) เข้าด้วยกันโดยการแลกหุ้นสามัญของ SCGL กับหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ JWD โดยภายหลังจากธุรกรรมการรวมกิจการเสร็จสมบูรณ์ JWD จะเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) (SCGJWD หรือ “Merged-co”) ซึ่งภายหลังธุรกรรมทำให้กลุ่ม SCC เข้าถือหุ้น 42.9%
โดยการรวมกิจการจะทำให้ SCGJWD ประกอบธุรกิจในกว่า 8 ประเทศ และเป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนแบบครบวงจรระดับภูมิภาคที่ใหญ่ที่สุดใน ASEAN หากวัดจากรายได้และกำไร เป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนที่มีความสามารถในการให้บริการและฐานลูกค้าที่มากขึ้น
บริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JWD รายงานตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ครั้งที่ 6/2565 เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2565 ได้มีมติเห็นชอบให้เสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติการรวมกิจการโดยการแลกหุ้นสามัญเพิ่มทุน ของบริษัทฯ กับหุ้นสามัญของบริษัท เอสซีจี โลจิสติกส์ แมเนจเม้นท์ จำกัด (SCGL) โดยในการแลกหุ้นนี้ จะดำเนินการโดยบริษัทฯ จะซื้อหุ้นสามัญทั้งหมดของ SCGL ซึ่งประกอบกิจการโลจิสติกส์ จาก
1.บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด (SCG CBM) 2.บริษัท เอสซีจี ดิสทริบิวชั่น จำกัด (SCG Distribution) และ3. Yamato Holdings Co., Ltd. (Yamato Holdings) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของ SCGL ในสัดส่วนร้อยละ 68.0 และร้อยละ 30.2 และร้อยละ 1.8 ตามลำดับ (SCGL SCG CBM และ SCG Distribution มีสถานะเป็นบริษัทย่อยของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) (SCC))
และบริษัทฯ จะดำเนินการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 791,020,363 หุ้น มูลค่าหุ้นที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท สำหรับจัดสรรให้แก่ผู้ถือหุ้นของ SCGL ได้แก่ SCG CBM SCG Distribution และ Yamato Holdings ซึ่งเป็นการจัดสรรหุ้นแก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement) เพื่อเป็นค่าตอบแทนสำหรับหุ้นของ SCGL แทนการชำระด้วยเงินสด ("ธุรกรรมการรวมกิจการ") และอนุมัติให้บริษัทฯ เข้าทำสัญญาที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมการรวมกิจการ แบบมีเงื่อนไขบังคับก่อน ("สัญญาที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมการรวมกิจการ")
ในเบื้องต้น บริษัทฯ คาดว่าธุรกรรมการรวมกิจการจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 1 ปี 2566 ทั้งนี้ การทำธุรกรรมการรวมกิจการจะเกิดขึ้นเมื่อเงื่อนไขบังคับก่อนที่สำคัญของธุรกรรมการรวมกิจการดังกล่าว บรรลุเป็นผลสำเร็จ โดยภายหลังธุรกรรมการรวมกิจการแล้วเสร็จ บริษัทฯ มีแผนจะรวมธุรกิจของบริษัทฯ กับ SCGL โดยการรับโอนกิจการทั้งหมด (Entire Business Transfer (EBT)) ของ SCGL ("ธุรกรรม EBT") มาเป็นของบริษัทฯ ภายใต้หลักเกณฑ์ การโอนกิจการทั้งหมดตามประมวลรัษฎากรและกฎหมายลำดับรองที่ออกตามความในประมวลรัษฎากร และดำเนินการให้ SCGL จดทะเบียนเลิกบริษัทต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ภายในรอบระยะเวลาบัญชีที่มีการโอนกิจการทั้งหมดให้แก่บริษัทฯ ต่อไป โดยในเบื้องต้น บริษัทฯ คาดว่าจะดำเนินการธุรกรรม EBT แล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 4 ของปี 2566
สำหรับ JWD และ SCGL (เป็นบริษัทย่อยร้อยละ 98.2 ของ SCC) ได้มีแผนการดำเนินการที่จะรวมกิจการของบริษัทฯ และ SCGL เข้าด้วยกันโดยการแลกหุ้นสามัญของ SCGL กับหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ JWD โดยภายหลังจากธุรกรรมการรวมกิจการเสร็จสมบูรณ์ บริษัทฯ จะเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) (SCGJWD หรือ “Merged-co”) และมีจุดมุ่งหมายที่จะพัฒนาการให้บริการโลจิสติกส์ครบวงจร เพื่อให้ SCGJWD ก้าวเข้าสู่การเป็นผู้นำและผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนระดับอาเซียน (ASEAN Leading Logistics and Supply Chain Provider)
โดยโครงสร้างการถือหุ้นของบริษัทฯ ภายหลังการเข้าทำธุรกรรมการรวมกิจการ กลุ่ม SCC ถือหุ้น 42.9% ครอบครัวบัณฑิตกฤษดา ถือหุ้น 23.4% ครอบครัวนิมิตรปัญญา ถือหุ้น 8.4%
ทั้งนี้ บริษัทฯ คาดว่า การเข้าทำรายการดังกล่าวจะสร้างประโยชน์ต่อบริษัทฯ ทั้งในด้านธุรกิจ ด้านต้นทุน และด้านการบริหารจัดการ ดังต่อไปนี้ โดยประโยชน์ด้านธุรกิจ เนื่องจากธุรกิจของบริษัทฯ และ SCGL ไม่ได้มีการทับซ้อนกันอย่างมีนัยสำคัญ และมีแนวโน้มที่จะส่งเสริมกันและกันได้ ทำให้มีรูปแบบการให้บริการที่หลากหลายและครบวงจรยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ การรวมกิจการจะผสมผสานจุดเด่นในด้านความชำนาญในการให้บริการโลจิสติกส์เฉพาะทาง (Specialized Logistics) ของบริษัทฯ และวัฒนธรรมในการทำงานอย่างเป็นมืออาชีพของ SCGL เข้าด้วยกัน ซึ่งจะทำให้ SCGJWD สามารถเติบโตได้อย่าง ก้าวกระโดด ดังนั้นการรวมกิจการจึงจะเพิ่มโอกาสในการสร้างผลึกกำลังของกิจการ (Synergies) เพิ่มเติมในอนาคต ได้แก่ โอกาสในการเพิ่มขึ้นของรายได้
ประโยชน์ด้านขนาดและต้นทุน การรวมกิจการจะทำให้ SCGJWD ก้าวขึ้นเป็นผู้ให้บริการ โลจิสติกส์และซัพพลายเชนแบบครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดใน ASEAN ส่งผลให้ได้ประโยชน์จากขนาดกิจการที่ใหญ่ขึ้น (Scale) การรวมกันของหน่วยงานสนับสนุนที่สำคัญ รวมถึงสามารถช่วยส่งเสริมการใช้ทรัพยากรร่วมกันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ประโยชน์ด้านการบริหาร การรวมกิจการจะทำให้ได้ผู้บริหารที่มีความเชี่ยวชาญ และ มีประสบการณ์ รวมถึงการปรับใช้ Best Practice ของแต่ละฝ่าย เพื่อปรับการดำเนินการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
การรวมกิจการจะทำให้ SCGJWD ประกอบธุรกิจในกว่า 8 ประเทศ และเป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนแบบครบวงจรระดับภูมิภาคที่ใหญ่ที่สุดใน ASEAN หากวัดจากรายได้และกำไร เป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนที่มีความสามารถในการให้บริการและฐานลูกค้าที่มากขึ้น มีบริการให้แก่ลูกค้าครอบคลุมทั้งกลุ่ม B2B, B2B2C และ C2C เพิ่มศักยภาพการแข่งขันในภาคธุรกิจโลจิสติกส์ ลดต้นทุนในการบริหารจัดการ เพิ่มโอกาสในการขยายการลงทุน เสริมโครงสร้างเงินทุนให้แข็งแกร่ง สร้างประสิทธิภาพในการนำเสนอบริการและผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้าได้หลากหลาย และครอบคลุมได้มากยิ่งขึ้น สามารถสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดรับสถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มของอุตสาหกรรม
