SCC ชี้เศรษฐกิจชะลอกระทบการซื้อกิจการ ลดงบลงทุนเหลือ 5.5 หมื่นล้านบาท เดินหน้าปั้น SJWD มูลค่าทะลุ 1 แสนล้านบาท
ปูนซิเมนต์ไทย หรือ SCC ย้ำเป้ารายได้ปีนี้โต 10% คาดปี2566 ยังโตต่อเนื่อง แม้พิษเศรษฐกิจทั่วโลกชะลอตัว แต่ยังต้องปรับลดงบลงทุนปีนี้เหลือ 5.5 หมื่นลบ. หลังชะลอแผนซื้อกิจการบางโครงการออกไปปี 66 ชี้การรวมกิจการ SCGJWD ต่อยอดธุรกิจโลจิสติกส์ ตั้งเป้าหมายจะมูลค่า บริษัท 1 แสนล้านบาท ภายในปี 2570
นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) หรือ SCC เปิดเผยว่า บริษัทยังคงคาดการณ์ยอดขายปีนี้จะสามารถเติบได้ 10% แม้ว่าในช่วงไตรมาส4/65 ความต้องการจะมีแนวโน้มที่ชะลอตัวลงไปบ้างตามภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกที่ชะลอตัวลง และขณะเดียวกันด้วยราคาสินค้าที่ปรับตัวขึ้นตามผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น
ซึ่งบริษัทจะพยายามรักษาการเติบโตของยอดขายอย่างต่อเนื่องทั้งในปี 65 และปี 66 แม้ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจในสหรัฐฯจะเข้าสู่ภาวะถดถอยจากตัวเลขเงินเฟ้อและนโยบายอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นที่ยังหาจุดสิ้นสุดไม่ได้ รวมถึงนโยบาย Zero COVID-19 ของจีน แม้สภาพเศรษฐกิจของทั้ง2ประเทศมีผลต่อกำลังซื้อโดยรวม
แต่อย่างไรก็ดี บริษัทได้มีการปรับกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจและการบริหารจัดการต้นทุน ด้วยการใช้พลังงานหมุนเวียนมาทดแทนการใช้น้ำมันที่ราคาปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งบริษัทจะผลักการสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนให้มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปัจจุบันอยู่ที่ 34% จากสัดส่วนการใช้พลังงานทั้งหมดในการผลิตโดยตั้งเป้าภายในสิ้นปี 65 จะผลักดันให้เป็น 50%
นอกจากนี้บริษัทจะขยายธุรกิจพลังงานทดแทนด้วยการขยายกำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดทั้งในโรงไฟฟ้าพลังงานลม โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งแบบโซลาร์ ฟาร์มและแบบลอยน้ำ ด้วยการเข้าประมูลข้อตกลงการซื้อขายไฟฟ้ากับภาครัฐ (PPA) ซึ่งจะมีขนาดกำลังการผลิตตั้งแต่ 100-200 เมกะวัตต์
ทั้งนี้ภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกที่เข้าสู่การถดถอยยังส่งกระทบไปยังภาพการลงทุนของบริษัทอย่างการเข้าซื้อกิจการที่ต้องยืดเวลาในการศึกษาและชะลอแผนการลงทุนออกไปเป็นปี 2566 หรือในอนาคต จึงคาดการณ์งบลงทุนในปีนี้จะเหลือเพียง 5.5 หมื่นล้านบาทจากเดิมที่ 8 หมื่นล้านบาท รวมถึงแผนการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) และการนำหุ้นของบริษัทเอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) (SCGC) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯออกไปเป็นปี 2566 ซึ่งช่วงเวลาที่แน่นอนยังไม่สามารถระบุได้ในตอนนี้ เนื่องจากยังต้องประเมินสถานการณ์ของตลาดหุ้นและเศรษฐกิจเป็นรายไตรมาส เพื่อให้ได้ช่วงเวลาที่เหมาะสม
ด้านนายชวนินทร์ บัณฑิตกฤษดา ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JWD เปิดเผยว่า ความคืบหน้าการควบร่วมกิจการของบริษัทกับบริษัท เอสซีจี โลจิสติกส์ แมเนจเม้นท์ จำกัด หรือ SCGL ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของกลุ่มบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC จะมีการพิจารณาอนุมัติแผนการรวมกิจการ และการลดทุนและเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทเป็น 905,510,153.00 บาท จากเดิม 509,999,971.50 บาท โดยการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนดังกล่าว และคาดว่าการทำธุรกรรมการรวมกิจการของ SCGL และ JWD จะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 1/2566
ซึ่งหลังจากนั้น JWD จะดำเนินการเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) โดยใช้ตัวย่อ “SJWD” ในการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และบริหารงานโดยมี Co-CEO (ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม) ร่วมกันบริหารงานได้แก่ นายบรรณ เกษมทรัพย์ ซึ่งเป็นตัวแทนจากกลุ่ม SCGL และ นายชวนินทร์ บัณฑิตกฤษดา ซึ่งเป็นตัวแทนจาก JWD ทั้งนี้ SCGJWD จะดำเนินการปรับโครงสร้างภายในเพิ่มเติมภายหลังการรวมกิจการ โดย SCGJWD จะรับโอนกิจการทั้งหมด Entire Business Transfer (EBT) ของ SCGL ซึ่งกระบวนการดังกล่าวคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 4/2566
การรวมกิจการครั้งนี้เป็นการผสานจุดแข็งของทั้ง 2 บริษัทเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ด้านความเป็นผู้เชี่ยวชาญในกลุ่มสินค้าเฉพาะทางของ JWD เช่น สินค้าควบคุมอุณหภูมิ สินค้าอันตราย และรถยนต์ เป็นต้น และด้านความชำนาญสินค้ากลุ่มอุตสาหกรรมของ SCG เช่น เหล็กและวัสดุก่อสร้าง กระดาษและบรรจุภัณฑ์ และสินค้าอุปโภคบริโภค เป็นต้น
ทั้งนี้บริษัทได้ตั้งเป้าหมายจะมูลค่าของบริษัทให้เป็น 1 แสนล้านบาท ภายในปี 2570 จากปัจจุบันอยู่ที่ 2.2 หมื่นล้านบาทและหลังจากออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 791,020,363 ล้านหุ้นและเสนอขายแบบเฉพาะเจาะจงต่อบุคคลในวงจำกัด (PP) ให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของ SCGL ที่ราคาหุ้นละ 24.02 บาทจะช่วยเพิ่มมูลค่าของบริษัทให้เป็น 4 หมื่นล้านบาท
ขณะเดียวกันด้วยโอกาสทางธุรกิจที่วางแผนร่วมกันมีทั้งหมด 5 ส่วน (1) การเพิ่มรายได้จากการ Cross-Sale และ Up-Sale จากฐานลูกค้าเดิมของ SCGL และ JWD เพื่อเพิ่มรายได้และการประหยัดต้นทุน (2) การสร้างมูลค่าเพิ่มในบริการเดิมที่แต่ละฝ่ายมีความชำนาญเช่น คลังห้องเย็น ลานจอดรถยนต์ คลังสินค้าอันตราย การขนส่งแบบต่อเนื่องหลายรูปแบบ เป็นต้น
(3) การเชื่อมต่อฐานการให้บริการในภูมิภาคอาเซียนแบบไร้รอยต่อ โดยนำ Business Model ที่ประสบความสำเร็จในไทย ไปสร้างการเติบโตในต่างประเทศ (4) ให้บริการแบบ D2C (Direct to Consumer) ตามความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป ผ่านบริการ ห้องเก็บของส่วนตัวให้เช่า, โลจิสติกส์สำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ, การขนส่งแบบด่วน และ (5) พัฒนาขอบเขตการให้บริการอย่างต่อเนื่อง ในธุรกิจใหม่ ๆ เช่น อสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรม บริการพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับจัดการโลจิสติกส์ เป็นต้น
ทั้งนี้การเติบโตของรายได้ในปี 2566 ที่จะมีการรวมฐานรายได้ขอทั้ง JWD ที่มีอยู่ 6 พันล้านบาทและ SCGL ที่มีอยู่ 2 หมื่นล้านบาท รวมกันเป็น 2.6 หมื่นล้านบาท จะสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพได้หรือราว 10-12% ซึ่งเมื่อเทียบการเติบโตในอดีตอาจจะลดลงเล็กน้อย แต่ด้วยฐานที่ใหญ่ขึ้นจะช่วยให้บริษัทมีศักยภาพภาพการเติบโตได้ดีในอนาคต
ด้านบล.ฟินันเซีย ไซรัส ให้คำแนะนำ "ซื้อ" JWD ราคาเป้าหมายปี 2023 ที่ 24-26 บาท JWD และ SCGL (บ.ย่อยของ SCC) จะรวมกิจการกัน (เปลี่ยนชื่อเป็น SCGJWD) โดย JWD จะเพิ่มทุน 791 ล้านหุ้น หุ้นละ 24.02 บาทให้กับผู้ถือหุ้นของ SCGL เพื่อแลกกับหุ้นทั้งหมดของ SCGL คาดแล้วเสร็จไตรมาส 1/66
ทั้งนี้เรามองเป็นบวกจากแผนควบรวมที่จะช่วยต่อยอดธุรกิจด้านบริการโลจิสติกส์ให้มีความหลากหลายและครบวงจรมากขึ้น ธุรกิจไม่ทับซ้อนกัน ช่วยส่งเสริมกัน ช่วยลดต้นทุน และได้ประโยชน์ต่อขนาดที่ใหญ่ขึ้น (รายได้หลัก SCGL มาจากการให้บริการขนส่งสินค้า โดยมีรายได้มาจากกลุ่ม SCC 65% และลูกค้าภายนอก 35%) ด้านราคาหุ้นเพิ่มทุน PP ที่ 24.02 บาทู/หุ้น สูงกว่าในตลาด ทำให้ไม่เกิด price dilution และ EPS ภายหลังการควบรวมจะสูงขึ้นจากเดิม ทั้งนี้ เราจะมีการปรับประมาณการกำไรหลังการควบรวม และทราบแผนธุรกิจในอนาคตที่ชัดเจนมากขึ้น
