Official Update :

DPAINT- TOA กำลังน่าสนใจ เมื่อธุรกิจปีหน้า กำไรจะกลับมามีสีสัน

อย่างที่ทราบกันดีว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกที่ปรับตัวขึ้น ได้ส่งผลกระทบไปยังต้นทุนของธุรกิจหลากหลายประเภทรวมถึงกำลังซื้อในแต่ละกลุ่มสินค้าให้ปรับตัวลดลง ซึ่งกลุ่มธุรกิจสีทาบ้านเองก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วยเช่นกันที่ผลการดำเนินงานมีการชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง


แต่เมื่อไม่นานมานี้ราคาวัตถุดิบหลักอย่างไทเทเนียมไดออกไซด์ (TiO2) ที่เริ่มปรับตัวลงอยู่ที่ระดับ 2,200 เหรียญสหรัฐฯต่อตันหรือราว 40%จากระดับสูงสุดของปีที่ราว 3,700 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน  และความต้องการภายในประเทศก็เริ่มปรับตัวดีขึ้นจากการซ่อมแซมบ้านหลังอุทกภัย


ซึ่งเมื่อเห็นปัจจัยเหล่านี้นักลงทุนอาจตั้งข้อสงสัยและคำถามขึ้นว่าจะเป็นโอกาสการลงทุนได้หรือไม่ในวันนี้ทาง Wealthy Thai จึงได้นำมุมมองการลงทุนที่น่าสนใจจากผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ให้คำแนะนำในอุตสาหกรรมมาแบ่งปันให้แก่ผู้อ่านในครั้งนี้


โดยนักวิเคราะห์จากบล.หยวนต้า(ประเทศไทย) ให้มุมมองว่ากลุ่มธุรกิจสีทั้ง DPAINT และ TOA เริ่มมีความน่าสนใจจากราคาไทเทเนียมไดออกไซด์ (TiO2) ที่เป็นวัตถุดิบหลักของกลุ่มธุรกิจสีได้ปรับตัวลดลงอย่างชัดเจนจนปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 2,200 เหรียญสหรัฐฯต่อตันลดลงจากระดับสูงสุดของปีที่ราว 3,700 เหรียญสหรัฐฯต่อตันคิดเป็นสัดส่วนลดลงมากว่า 40%


ขณะเดียวกันในช่วงไตรมาส 4/65 ยังได้รับปัจจัยสนับสนุนอย่างความต้องการที่ฟื้นตัวขึ้นมาจากการซ่อมแซมบ้านหลังน้ำลดและภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มีความต้องการใช้ค่อนข้างสูง ทั้งจากการเปิดตัวโครงการใหม่และนโยบายจากภาครัฐบาลที่ออกมากระตุ้นกำลังซื้อใหม่ในกลุ่มลูกค้าต่างชาติ จึงแนะนำ เก็งกำไร DPAINT และหาจังหวะสะสม TOA


สำหรับ DPAINT คาดการณ์กำไรปกติในไตรมาส 3/65 จะอยู่ที่ 13 ล้านบาทเติบโตจากช่วงเดียวกันปีก่อน 37% และเติบโตจากไตรมาสก่อนหน้า 4% หลังความต้องการใช้สีในประเทศฟื้นตัวหลัง COVID-19 รวมทั้งเริ่มรับรู้ผลประโยชน์จากการปรับขึ้นราคาขายในไตรมาส 2/65 ขึ้น 6-12% และกำลังการผลิตของโรงงานใหม่


ขณะที่ปี 2566 คาดว่าปัจจัยด้านต้นทุนจะคลี่คลายได้มากขึ้นชัดเจน ซึ่งจะหนุนให้อัตรากำไรสุทธิของบริษัทฟื้นกลับมาที่ระดับปกติและใกล้เคียงระดับของอุตสาหกรรมมากขึ้น ทำให้กำไรปกติปี 2566 จะอยู่ที่ 87 ล้านบาทเติบโตจากปีก่อน68.4% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดใหม่และคาดกำไรจะเติบโตทำสถิติใหม่สูงสุดอย่างต่อเนื่องไปจนถึงปี 2568 เป็นอย่างน้อย


จึงให้คำแนะนำ “ซื้อและราคาเหมาะสมอยู่ที่ 13.50 บาท โดยประมาณการยังมีอัพไซต์จากการลงทุนในโรงงานใหม่ที่ใช้ระบบการผลิตที่ทันสมัยมากขึ้นซึ่งคาดจะแล้วเสร็จในปี 2568 ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและหนุนอัตรากำไรสุทธิของบริษัทได้อย่างมีนัยยะ รวมถึงโอกาสในการเติบโตผ่านการทำ M&A จากฐานะการเงินของบริษัทที่แข็งแกร่ง


ฟากบทวิเคราะห์จากบล.กสิกรไทย คาดกำไรสุทธิของ TOA จะอยู่ที่ 414 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 50.8% จากยอดขายที่สูงขึ้น 18% ตามการปรับขึ้น ASP รวม 3 ครั้งในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา แต่จะลดลง 12.5% จากไตรมาสก่อนหน้าด้วยปัจจัยตามฤดูกาล


ขณะที่คาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะลดลงต่อเนื่องมาอยู่ที่ 29% จากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงและเงินบาทที่อ่อนค่ามาก จึงได้ปรับลดกำไรสุทธิระหว่างปี 2565-67 ลดลง 1-4% เป็น 1,589 ล้านบาท , 2,104 ล้านบาท และ 2,166 ล้านบาทตามลำดับ พร้อมกับปรับลดคำแนะนำของ TOA ลงเป็น “ถือ” เนื่องจากราคาปัจจุบันมีอัพไซต์จำกัดต่อราคาเป้าหมายที่ 33.00 บาท


กฤษฎิ์ รัตนธีระธาดา

นักข่าวเลือดใหม่ “สายกองทุน” ที่พร้อมจะนำเสนอข้อมูล ข่าวสาร สาระที่เป็นประโยชน์ มีสีสัน สนุกและเข้าใจง่าย ตอบโจทย์นักลงทุนทุก Generation ให้เข้าถึงโลกของการลงทุนได้อย่างเท่าเทียม