Official Update :

MOSHI ผู้นำธุรกิจร้านค้าปลีกไลฟ์สไตล์ มั่นใจครองมาร์เก็ตแชร์อันดับหนึ่ง เตรียมความพร้อมเสนอขายหุ้นไอพีโอ

MOSHI ตั้งเป้าขยายสาขาปีละไม่ต่ำ 20 แห่ง เน้นสินค้ามาร์จิ้นสูง มุ่งครองความเป็นผู้นำในธุรกิจค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์ด้วยมาร์เก็ตแชร์อันดับหนึ่งที่ 37.6% ชูอัตรากำไรขั้นต้น 51-53% และอัตรากำไรสุทธิที่ 7-10% สูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม


นายสง่า บุญสงเคราะห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โมชิ โมชิ รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MOSHI กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างรอการพิจารณาแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญให้แก่ประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 75 ล้านหุ้น คิดเป็นไม่เกิน 25% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมด ภายหลังการเสนอขายในครั้งนี้


สำหรับแผนการเติบโตในอนาคตบริษัทจะใช้กลยุทธ์การดำเนินงานเพื่อตอกย้ำการเป็นผู้นำในธุรกิจร้านค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์ (Lifestyle) รายใหญ่ของประเทศไทย ได้แก่ 1. ขยายเครือข่ายสาขาอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ที่มีศักยภาพ ปัจจุบันบริษัทมีร้านค้า MOSHI รวมทั้งสิ้น 100 สาขา ครอบคลุมพื้นที่ 41 จังหวัด (ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2565) โดยวางเป้าหมายจะขยายสาขาเพิ่มปีละไม่ต่ำกว่า 20 สาขา และตั้งเป้าหมายในปี 3 ปีข้างหน้า จะมีจำนวนร้านค้า MOSHI เพิ่มเป็น 165 สาขา


2.เพิ่มการเติบโตของยอดขายของสาขาเดิม (Same Store Sales Growth: SSSG), 3. เพิ่มความสามารถในการเติบโตของกำไรโดยการพัฒนาสินค้า และการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยบริษัทมีแผนเพิ่มสินค้าใหม่ประมาณ 8,000 SKU ต่อปี และจะเน้นกลุ่มสินค้าที่มีมาร์จิ้นสูง เช่น Beauty และ Accessory,


4.ลงทุนพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ต่อยอดความสัมพันธ์กับลูกค้า และรองรับการเติบโตในอนาคต, 5. พัฒนาช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้า และธุรกิจใหม่ๆ เพื่อขยายฐานลูกค้า และต่อยอดธุรกิจเพื่อการเติบโตในอนาคต และ 6. พัฒนาทรัพยากรบุคคลในแต่ละสาขาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานขายหน้าร้านและสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า


จากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยเน้นคุณภาพ การออกแบบ และราคาที่แข่งขันได้ ทำให้ที่ผ่านมาผลิตภัณฑ์ของ MOSHI ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคอย่างมาก สร้างการเติบโตอย่างรวดเร็วจนก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์ในประเทศไทย โดยมีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2562 และในปี 2564 มีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับหนึ่งสูงถึง 37.6%


นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนจะขยายสาขาในรูปแบบ Standalone และ Franchise ซึ่งคาดว่าจะเห็นความชัดเจนในระยะถัดไป รวมถึงบริษัทยังมีแผนการขยายสาขาไปยังตลาดต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาตลาด คาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายใน 3-5 ปีข้างหน้า


ส่วนภาพรวมอุตสาหกรรมค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์ในประเทศไทยในอีก 5 ปีข้างหน้า (2564-2569) คาดการณ์ว่าจะมีอัตราการเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในระดับ 20.4% ต่อปี ตามทิศทางเศรษฐกิจไทยคาดว่าจะฟื้นตัวต่อเนื่องจากปัจจัยจากการเปิดให้บริการของศูนย์การค้า  โรงเรียนและสถานที่ทำงานอย่างเต็มรูปแบบ และภาคการท่องเที่ยวซึ่งปริมาณนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ทยอยกลับมาเที่ยวที่ประเทศไทย


ส่งผลให้เกิดความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ (Economic Sentiment) กำลังซื้อของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยบวกแก่ตลาดค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์ได้รับผลประโยชน์จากปัจจัยและกลไกสำคัญที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าวไปด้วย รวมถึงการขยายตัวของความเป็นเมือง (Urbanization) ที่ส่งผลให้กำลังซื้อของชนชั้นกลางเพิ่มขึ้นอีกด้วย (อ้างอิงข้อมูลจาก Frost & Sullivan)


นางสาวศุภรดา โรจน์วัฒนะ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน บริษัท โมชิ โมชิ รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MOSHI กล่าวว่า แม้ว่ารายได้ของบริษัทในช่วงการแพร่ระบาดของโรค Covid-19 จะปรับตัวลดลง แต่บริษัทได้มีการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง


โดยรวมถึงการปรับ Product Mix ให้เข้ากับสถานการณ์ จึงทำให้ในช่วงที่ผ่านมาบริษัทยังคงสามารถรักษาระดับกำไรได้อย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 51-53% ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรที่ 21%  ในส่วนของอัตรากำไรสุทธิก็อยู่ในระดับสูงกว่าอุตสาหกรรมเช่นเดียวกัน อยู่ที่ 7-10% ขณะที่อุตสาหกรรมอยู่ที่ 5%


นอกจากนี้ บริษัทยังมีคลังสินค้าเป็นตัวเอง ทำให้สามารถบริหารจัดการปริมาณสินค้าให้เพียงพอต่อการขายได้ โดยคลังสินค้าดังกล่าวมีขนาดพื้นที่ใช้สอยรวม 26,500 ตร. คาดว่าสามารถรองรับการขยายสาขาและช่องทางการจำหน่ายใหม่ๆ ในอนาคต ได้ประมาณ 220 สาขา หรือสามารถรองรับยอดขายได้ประมาณ 3,000 ล้านบาทต่อปี

ศุภมาศ ศรีขำ

นักข่าวสายการเงินและตลาดทุน ที่คลุกคลีกับวงการข่าวมาตั้งแต่เด็ก ชื่นชอบการออกไปหาประสบการณ์และการเรียนรู้ใหม่ๆ อยากถ่ายทอดมุมมองและประสบการณ์เกี่ยวกับการเงิน และตลาดทุนให้ผู้อ่านทุกคนใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อไปถึงเป้าหมายการลงทุนที่ตั้งไว้