Official Update :

BDMS รับประโยชน์ผู้ป่วยต่างชาติไหลเข้าไทย หนุนนักวิเคราะห์อัพราคาเป้าหมาย-กำไรสุทธิ

บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ถือเป็นหนึ่งในหุ้นดัชนี SET50 ที่ตั้งแต่ต้นปีจนถึง 14 พ.ย.2565 ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุดเป็นอันดับที่ 4 บนความคาดหวังว่าผลประกอบการของ BDMSจะออกมาเติบโตอย่างที่นักวิเคราะห์ประเมินเอาไว้ รวมถึงผลประกอบการในอนาคตที่จะเติบโตได้ต่อเนื่อง ด้วยการรับผลบวกการเดินทางจากผู้ป่วยต่างชาติ รวมถึงการฟื้นตัวได้เร็วจากกลุ่มผู้ป่วย Non-COVID


โดยความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น BDMS ตั้งแต่ในช่วงต้นปีจนถึงวันที่ 14 พ.ย.2565 ปรับตัวเพิ่มขึ้นไปแล้วกว่า 32.61% ซึ่งมากที่สุดเป็นอันดับที่ 4 ในกลุ่มหุ้นดัชนี SET50 ของไทย โดยราคา ณ ปัจจุบันอยู่ที่ 30.50 บาท ทะยานขึ้นมาจากระดับ 23 บาทต่อหุ้นในช่วงต้นปี หากย้อนดูไทม์ไลน์การไต่ขึ้นของราคาหุ้น BDMS จะพบว่ามีช่วงการสะดุดของราคาในกลางปีกลับไปที่ 24 บาท และจากนั้นใช้เวลาไม่นานกลับเข้าสู่ระดับเกือบ 30 บาท


ขณะที่ผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2565 ออกมาเป็นอย่างที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ โดยมีกำไรสุทธิ 3,385 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 2,509 ล้านบาท ส่วนงวด 9 เดือน ปี 65 มีกำไรสุทธิ 9,492 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 79% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 5,300 ล้านบาท ซึ่งในไตรมาส 3/65 มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น เพราะการเติบโตที่ดีของรายได้ ประกอบกับอัตราการครองเตียงที่สูง ทำให้เกิดการประหยัดต่อขนาด


หากเจาะลงไปจะพบว่าอัตราค่าครองเตียงที่โตขึ้นและเป็นแรงผลักดันให้กำไรโตด้วยเช่นกันนั้นเป็นเพราะการเติบโตหลักเกิดจากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการกลับมารักษาพยาบาลของผู้ป่วยชาวไทยที่ไม่เกี่ยวกับ COVID-19ด้วยเหตุนี้ส่งผลให้อัตราการครองเตียงโดยรวมเพิ่มขึ้นจาก 71%


สำหรับในส่วนการเติบโตของBDMSในระยะถัดไปนักวิเคราะห์หลายแห่งมีมุมมองในเชิงทิศทางเดียวกันว่าอนาคตผลประกอบการจะยังสามารถเติบโตได้ต่อเนื่องทั้งในงวดไตรมาส 4/2565 และแนวโน้มธุรกิจในงวดปี 2565 โดยมีหลายปัจจัยสนับสนุนทั้งผู้ป่วยต่างชาติ และผู้ป่วยในไทย


โดยบริษัท หลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2565 ขึ้นอีก 6% เป็น 12,711 ล้านบาท  ทำให้กำไรสุทธิปี 2565 จะโต 60% จากปีก่อนและปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2566 ขึ้นอีก 3% เป็น 13,052 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% จากปี 2565


ทั้งหมดนี้เพื่อสะท้อนผลประกอบการในไตรมาส 3/2565ที่ดีกว่าคาดจากการเติบโตของผู้ป่วยของชาวไทยและต่างชาติ และมองว่าแนวโน้มไตรมาส 4/2565 จะชะลอตัวจากไตรมาส 3/2565 จากปัจจัยฤดูกาล แต่เติบโตจะช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมาจากของรายไดผู้ป่วยทั่วไป


ทั้งนี้ปรับราคาเป้าหมายขึ้นี้เป็น 36 บาท จาก 35.50 บาท อิง ปี 2566 PER ที่ 44 เท่าโดยมองว่าบริษัทจะเป็นหนึ่งในผู้ได้ประโยชน์จาก medical tourism โดยปัจจุบันมีสัดส่วนชาวต่างชาติอยู่ที่ 24% ซึ่งช่วงก่อนโควิดมีสัดส่วนอยู่ที่ 30%


โดยมีมุมมองในทิศทางเดียวกันกับ บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ที่ประเมินว่า แนวโน้มไตรมาส 4/2565 คาดผลประกอบการ จะเติบโตกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน หลักมาจากการฟื้นตัวของคนไข้ปกติที่ไม่เกี่ยวกับ COVID-19 ผลบวกจากการเปิดประเทศทำให้คนไข้ต่างชาติกลับมาใกล้เคียงระดับปกติราว 90% เทียบกับช่วงก่อนการระบาดของ COVID-19 ด้วยผลประกอบการที่ออกมาดีกว่าคาด ทำให้ปรับประมาณการกำไรปี 2565 ขึ้น 11% เป็น 12,215 ล้านบาท


ขณะที่แนวโน้มปี 2566 คาดยังเห็นการเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งจะรับผลบวกเต็มปีจากการฟื้นตัวของคนไข้ต่างชาติ ซึ่งคาดจะเติบโตดีกว่ารายได้เกี่ยวกับ COVID-19 ที่ลดลง โดยล่าสุดบริษัทมีการจับมือ Minor Hotels ในการรุกธุรกิจท่องเที่ยงเชิงสุขภาพ ผ่านบริษัทในเครือคือ BDMS Wellness Clinic


อีกทั้งมีแผนจะเปิดคลินิกในกลุ่มโรงแรม Minor Hotels ซึ่งมีโรงแรมในเครือทั้งสิ้นมากกว่า 535 แห่ง โดยคาดว่าจะช่วยขยายฐานรายได้จากต่างชาติมากขึ้น โดยคาดจะเริ่มเห็นผลชัดเจนมากขึ้นในปี 2566


ขณะที่ภาพระยะยาว มีแผนขยายฐานลูกค้า Wellness & Residence สอดคล้องกับการที่ประเทศไทยกำลังจะก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ จากโครงการ BDMS Silver Wellness & Residence โดยจะหนุนการเติบโตในช่วง 4-5 ปีข้างหน้า รวมถึงเริ่มส่งเสริมในส่วนของ health technology รองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี


คงมุมมองเป็นบวกต่อแนวโน้มผลประกอบการในปี 2565 -2566 ที่คาดเติบโตเด่นสุดในกลุ่ม รพ.เนื่องจากรับผลบวกโดดยตรงจากการเปิดประเทศ เราปรับมูลค่าพื้นฐานในปี2566 จากเดิมที่ 34.20 เป็น 37.40 บาท สะท้อนการปรับประมาณการกำไร


สันติภาพ เกตุสร้อย

เดินทางสู่โลกใหม่ ค้นหาสิ่งใหม่ นำเสนอมุมใหม่ กับเรื่องราวใหม่