เปิดโผบจ.กำไรมากสุดในไตรมาส 3/65 PTTEP-BANPU ผงาด! ขึ้นเบอร์ 1-2 ในตลาดหุ้นไทย
Wealthy Thai รวบรวมบริษัทจดทะเบียนที่รายงานกำไรงวดไตรมาส 3/2565 ออกมาสูงสุด 5 อันดับแรกมาฝากนักลงทุน โดยจากการสำรวจข้อมูลผ่าน setsmart.com พบว่า บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP รายงานกำไรสุทธิสูงสุดในตลาดหุ้นไทย โดยอยู่ที่ระดับ 24,171.78 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 153% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 9,545.04 ล้านบาท หนุนงวด 9 เดือน มีกำไรสุทธิ 55,290.75 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 96% จากช่วงเดียวกันปี
ถัดมา บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU ที่สามารถทำงานออกมาได้ออกโดดเด่นจนขึ้นมาอยู่ในอันดับ 2 ได้สำเร็จ หลังจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ตกอยู่ในอันดับ 15 ของตลาดหุ้นไทย โดยงวดไตรมาส 3/65 รายงานกำไรสุทธิกว่า 17,743 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 406% จากงวดเดียวกันปี 64 ที่มีกำไร 3,505.03 ล้านบาท งวด 9 เดือนปี 65 มีกำไร 40,797.23 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 540.90% จากงวดเดียวกันปีก่อน เพราะราคาตลาดถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ ปรับเพิ่มขึ้นจึงส่งผลดีในภาพรวมต่อกลุ่ม
ขณะที่อันดับ 3 เป็นของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK หลังจากช่วงเดียวกันของปีก่อนเป็นอันดับ 5 ของตลาดหุ้นไทย โดยงวดไตรมาส 3/65 รายงานกำไรสุทธิมีกำไรสุทธิ 10,574 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.52% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 8,630 ล้านบาท ขณะที่ 9 เดือนแรก มีกำไรสุทธิ 32,578.68 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.72% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ส่วนอันดับ 4 คือ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB ไตรมาส 3/65 มีกำไรสุทธิ 10,308.61 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.93% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 8,815.74 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลของการขยายตัวของฐานรายได้ดอกเบี้ยสุทธิและการตั้งเงินสำรองที่ลดลง ทำให้ 9 เดือน มีกำไรสุทธิ 30,403.40 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.68% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
สุดท้ายอันดับ 5 คือ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT (ช่วงเดียวกันของปีก่อนอันดับ 2) โดยงวดไตรมาส 3/65 มีกำไรสุทธิ 8,884.15 ล้านบาท ลดลง 62.43% จากงวดเดียวกันปี 64 ที่มีกำไร 23,652.82 ล้านบาท ตาม EBITDA ที่ลดลง ด้านผลงาน 9 เดือน มีกำไรสุทธิ 73,302.84 ล้านบาท ลดลง 9.3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
สำรวจปัจปัจพื้นฐาน
PTTEP มุมมองของบล. หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า ไตรมาส 4/65 คาดผลประกอบการยังแข็งแกร่ง ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากประเมินว่ายอดขายจะสูงขึ้นเป็นระดับ 5 แสนบาร์เรลต่อวัน เพราะการเร่งผลิตของโครงการบงกช และการเริ่มส่งมอบน้ำมันจากโครงการ Algeria HBR รวมทั้งราคาขายเฉลี่ยจะได้รับปัจจัยหนุนจากการปรับเพิ่มสัญญาราคาขายก๊าซธรรมชาติเป็น 6.8 ดอลลาร์สหรัฐ/ล้านบีทียู (เทียบกับช่วงก่อนต่ำเพียง 5.8-6.2 ดอลลาร์สหรัฐ/BOE)

อย่างไรก็ตาม อ้างอิง Guidance ต้นทุนต่อหน่วยทั้งปีของบริษัทฯ ระดับ 29-30 ดอลลาร์สหรัฐ/BOE จะ Implied ได้ว่าต้นทุนต่อหน่วยไตรมาส 4/65 จะสูงขึ้นเป็น 32 ดอลลาร์สหรัฐ/BOE ตามปัจจัยฤดูกาล และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเร่งผลิตโครงการเอราวัณ ทำให้ประเมินว่าผลการดำเนินงานหลักไตรมาส 4/65 อาจทำได้เพียงประคองตัวจากไตรมาสก่อน คงประมาณการกำไรสุทธิปี 2565 – 2566 ที่ 7.2-7.3 หมื่นล้านบาท (All time high) แนะ TRADING ราคาเหมาะสม 176.00 บาท
BANPU มุมมองบล. ดาโอ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 17.50 บาท โดยเชื่อว่ากำไรจะยังคงเติบโตโดดเด่นในไตรมาส 4/65 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งจะหนุนด้วย ASP ที่ทรงตัวในระดับสูง (แม้จะปรับตัวลงจากจุดสูงสุดของปี) อีกทั้ง บริษัทน่าจะมีการรับรู้ hedging loss ที่ตำลึงนอกจากนี้ยังมี upside จากการนำเงินสดในมือที่สูงไปต่อยอดทางธุรกิจได้ โดยคงประมาณการกำไรสุทธิปีนี้ 4.99 หมื่นล้านบาท เติบโต 407% จากปีก่อน เนื่องจาก 1.coal ASP และgas ASP ที่สูงขึ้น 2.ปริมาณขายก๊าซฯที่ดีขึ้น และ3.equity income ที่เพิ่มขึ้น

KBANK มุมมองของบล. หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า ไตรมาส 4/65 คาดกำไรสุทธิจะปรับขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และโตเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน โดยประเมินว่า ระดับการตั้งสำรองยังทรงตัวในระดับสูง เนื่องจากคาดบริษัทตั้งสำรองด้วยความระมัดระวังเพื่อรองรับ ความเสี่ยงในอนาคต และรองรับการปล่อยสินเชื่อในกลุ่มลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น ส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนการตั้งสำรองคาดฟื้นตัวจากไตรมาสก่อน หนุนจากรายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิที่มีแนวโน้มโตดี ตามพอร์ต สินเชื่อที่จะขยายตัวตามเศรษฐกิจในประเทศที่ปรับตัวดีขึ้น
รวมถึงได้ผลบวกจากการปรับขึ้นดอกเบี้ย หนุน ให้ NIM มีทิศทางขยายตัวต่อเนื่อง ส่วนรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยคาดฟื้นตัวขึ้น หนุนจากผลขาดทุนของธุรกิจประกันชีวิตที่คาดปรับลดลง และรายได้ค่าธรรมเนียมที่ปรับขึ้นตามปริมาณการปล่อยสินเชื่อ ทำให้คาด ทั้งปี 2565 KBANK จะมีกำไรสุทธิ 4.34 หมื่นล้านบาท โต 14.2%จากปีก่อน จึงแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 187 บาท

SCB โดยมุมมองของ บล. เอเอสแอล กล่าวว่า แนะนำ “ซื้อ” SCB โดยใช้ราคาเป้าหมายปี 66 ที่ 138 บาท ประเมินกำไรสุทธิปี 65 เท่ากับ 4.01 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.4% จากปีก่อน กลับมาเหนือระดับ Pre-COVID เติบโตโดดเด่นจาก 1. รายได้ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นตามสินเชื่อที่ขยายตัว, NIM ที่ขยับขึ้นตามพอร์ท high yield และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น และ 2. การตั้งสำรองที่ลดลงอย่างมากจากฐานที่สูง ด้าน Valuation น่าสนใจอย่างมาก เทรดบน PBV ที่ยังต่ำกว่าช่วง Pre COVID เป็นจังหวะที่ดีในการเข้าลงทุน สำหรับยานแม่ Gen2 โดยเฉพาะกลุ่ม Consumer finance และ Digital financial service จะหนุนการเติบโตที่เร่งตัวในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า

PTT มุมมองของบล. หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า คงราคาเหมาะสม 42.00 บาท แนะ TRADING โดยคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2565 ที่ 1.1 แสนล้านบาท เติบโต 4%จากปีก่อน ทิศทางไตรมาส 4/65 คาดผลประกอบการฟื้นตัวจากไตรมาสก่อน เนื่องจาก ต้นทุนก๊าซต่ำลงสอดคล้องราคา Asia Spot LNG ล่าสุดอยู่ที่ 28 ดอลลาร์สหรัฐ/ล้านบีทียู เทียบกับระดับสูงสุดช่วงปลายเดือนส.ค. ที่ 70 28 ดอลลาร์สหรัฐ/ล้านบีทียู รวมทั้งปริมาณนำเข้า Spot LNG ลดลงจากแหล่งผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทยที่หยุดซ่อมบำรุงกลับมาผลิตปกติ (คาดนำเข้า Spot LNG 10 ลำ เทียบกับ 19 ลำในไตรมาส 3/65)
ขณะที่อัตราใช้กำลังผลิตของโรงแยกก๊าซสูงขึ้นตามปริมาณก๊าซในอ่าว ด้านธุรกิจการกลั่น - ปิโตรเคมีปรับตัวดีขึ้นเพราะขาดทุนสต็อกน้ำมันไม่สูงเท่าไตรมาส 3/65 และขาดทุน FX จำนวนมากไม่เกิดขึ้นจากสัญญาณเงินบาทเริ่มแข็งค่า

