ดีเดย์! รับชาวจีนไฟลท์แรกวันนี้ กูรูมองปี 66 นักท่องเที่ยวอาจพุ่งสูงถึง 35 ล้านคน หุ้นสนามบิน-โรงแรม เตรียมรับผลบวกเต็มๆ
สิ้นสุดการรอคอย สำหรับการเปิดประเทศของจีนในวันที่ 8 ม.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งวันนี้ (9 ม.ค. 65) เวลาประมาณ 12.00 – 13.00 น. นักท่องเที่ยวจีนจากสายการบินเซียะเหมินแอร์ไลน์ จะเดินทางถึงประเทศไทยเป็นเที่ยวบินแรก โดยภาครัฐก็ได้เตรียมการต้อนรับกันอย่างคึกคัก
สำหรับการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีน ถูกคาดหวังว่าจะช่วยกระตุ้นธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว ทั้งธุรกิจสายการบิน โรงแรม ร้านอาหาร เครื่องดื่ม ค้าปลีก เป็นต้น ซึ่งเป็นผลดีต่อภาพรวมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ โดยบล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ภาคท่องเที่ยวมีทิศทางการฟื้นตัวดี หลังเข้าสู่ High Season ของท่องเที่ยวไทยและการเปิดประเทศ
โดยคาดว่าช่วงไตรมาส 1/66 จะเร่งตัวต่อจากไตรมาส 4/65 เพราะยังอยู่ในฤดูกาลท่องเที่ยว และทั้งปี 2566 ประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะอยู่ในระดับ 20 กว่าล้านคน ซึ่งนักท่องเที่ยวจีนคิดเป็นสัดส่วนราว 30% ของจำนวนนักท่องเที่ยวช่วงก่อนเกิด Covid-19
ทั้งนี้ ประเมินการเดินทางจำนวนมากของนักท่องเที่ยวจีนภายหลังการเปิดปรเทศ จะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2566 ตามการทยอยเปิดเส้นทางบินของสายการบิน และคาดว่ากลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงน่าจะออกเดินทางเป็นกลุ่มแรกๆ เพราะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจำกัดจากการ Lock Down ของจีนในช่วงปีที่ผ่านมา
ขณะที่ภาพข้างต้นจะผลักดันแนวโน้มการดำเนินงานของหุ้นภาคท่องเที่ยวที่มีสัดส่วนรายได้ในไทยเป็นหลัก โดยโรงแรมที่เน้นฐานลูกค้าระดับบนอย่าง ERW และ CENTEL จะเห็นการฟื้นตัวเร็วกว่าภาพรวมอุตสาหกรรมโรงแรมไทย ส่วน MINT รายได้มาจาก NH Hotel ใน EU ราว 50% ของรายได้ จึงได้ประโยชน์ตามการ Reopening ประเทศไทยน้อยกว่า 2 หุ้นโรงแรมดังกล่าวข้างต้น
นอกจากนี้ทิศทางการดำเนินงานรายไตรมาสยังแตกต่างกันตามฤดูกาล (ไตรมาส 1 เป็น Low season ใน EU และไตรมาส 2 เป็น High Season) แต่การดำเนินงานของ NH Hotel ฟื้นตัวดีกว่าช่วงก่อนเกิด Covid-19 แล้ว ตั้งแต่ไตรมาส 3/65
สำหรับหุ้นที่แนะนำ คือ AOT ราคาเป้าหมาย 80 บาท เพราะได้รับประโยชน์มากสุดจากการเปิดประเทศไทย ตามด้วย ERW ราคาเป้าหมาย 5.10 บาท จากสัดส่วนรายได้ที่มาจากโรงแรมในกรุงเทพมากสุดในกลุ่มโรงแรม เพราะมองว่ากรุงเทพฯ เป็นเป้าหมายหลักของนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูงทั่วโลก และ MINT ราคาเป้าหมาย 38 บาท โดยราคาหุ้น Laggard กลุ่มฯ สวนทางการดำเนินงาน
มาตรการคัดกรองกระทบแค่ระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม แม้นักท่องเที่ยวจีนจะเป็นปัจจัยบวกที่เข้ามาช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของธุรกิจที่มีส่วนเกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวในไทย แต่ล่าสุดสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กกท.) ได้ปรับมาตรการคัดกรองนักท่องเที่ยวต่างชาติ มีผลในช่วง 9 -31 ม.ค. นี้ ซึ่งประเด็นสร้างความกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจเดินทางเข้าประเทศของนักท่องเที่ยวต่างชาติหรือไม่
บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุถึงประเด็นดังกล่าวว่า กกท.ประกาศข้อกำหนด สำหรับผู้โดยสารระหว่างประเทศ มีผล 9 - 31 ม.ค. 66 เงื่อนไขหลักๆ ระบุให้นักท่องเที่ยวต่างชาติจะต้องแสดงผลวัคซีน COVID-19 อย่างน้อย 2 เข็ม หรือมีจดหมายรับรองจากแพทย์แทน และสำหรับนักท่องเที่ยวจากประเทศที่ต้องตรวจ RT-PCR ก่อนกลับประเทศจะต้องซื้อประกันสุขภาพที่ครอบคลุมการรักษา COVID-19 ไว้ด้วย
แม้การเพิ่มเงื่อนไขดังกล่าว ดูเหมือนจะทำให้การเดินทางเข้าไทยมีข้อจำกัดมากขึ้นจากเดิมที่ยกเลิกการตรวจเอกสารที่เกี่ยวข้องกับ Covid-19 ทั้งหมดมาตั้งแต่เดือนต.ค. 65 แต่ฝ่ายวิเคราะห์ไม่ได้มองว่าเงื่อนไขดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อการเดินททางของนักท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญ หากพิจารณาข้อมูลผู้ที่ฉีดวัคซีนอย่างน้อย 2 เข็มคิดเป็นสัดส่วนกว่า 63% ของโลก และสำหรับจีนคิดเป็น 89% ของประชากรแล้ว ดังนั้นจึงคาดว่าเงื่อนไขดังกล่าวอาจไม่ได้สร้างข้อจำกัดและทำให้ภาพการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวเปลี่ยนไป
ดังนั้นคงน้ำหนักการลงทุน “เท่ากับตลาด” หุ้นในกลุ่ม Valuation ตึงตัวแล้ว อย่างไรก็ดี ในกรณีที่การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวไทยทำได้ดีกว่าคาดจากแรงหนุนการกลับมาเร็วของนักท่องเที่ยวจีน มีโอกาสที่ราคาเหมาะสมจะเปิด Upside กว้างขึ้นเบื้องต้นยังขอคงตัวเลขประมาณการ รอดูตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนสักระยะ ก่อนพิจารณาปรับประมาณการ
โดยหุ้นเด่นในกลุ่ม เลือกไปที่หุ้นที่ราคาปัจจุบันยังมี Upside และมีโอกาสที่ราคาเหมาะสมจะถูกปรับเพิ่มขึ้นได้ราว 10-20% เพราะได้ประโยชน์โดยตรงจากการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีน เลือก SHR (ราคาเป้าหมาย 4.70 บาท), VRANDA (ราคาเป้าหมาย 8.80 บาท) และ SPA(ราคาเป้าหมาย 11.90 บาท) เป็นตัวแทนในการเก็งกำไรรอบนี้
อย่างไรก็ตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2566 ที่ฝ่ายวิจัยคาด 25 ล้านคน มีโอกาสเกิด Upside จากการที่จีนประกาศเปิดประเทศตั้งแต่ ม.ค.66 เร็วกว่าที่ฝ่ายวิจัยและตลาดคาด จำนวนนักท่องเที่ยวจีนมีโอกาสสูงที่จะดีกว่าสมมติฐานของฝ่ายวิจัยที่มองไว้ว่าจะกลับมาช่วงหลังไตรมาส 1/66 ถึงกลางปี 2566 และจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวราว40% ที่ทำได้ในปีปกติหรือคิดเป็นราว 4-5 ล้านคนในปี 2566
คาดนักท่องเที่ยวปี 2566 ในกรอบ 30-35 ล้านคน
นอกจากนี้จีนเป็น 28% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมดในปี 2562 แต่ปี 2565 มีนักท่องเที่ยวจีนราว 2.7 แสนคน หรือแค่ 3% เทียบกับในอดีตเท่านั้น ยัง Laggard ชาติอื่นที่ส่วนใหญ่กลับมาเกิน 50% ดังนั้นการกลับมาของจีนในปี 2566 จึงมีความสำคัญ และแม้ว่าจีนจะประกาศเปิดประเทศตั้งแต่ 8 ม.ค.66 แต่ประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนจะค่อยๆ เร่งตัวขึ้น เนื่องจากยังมีข้อจำกัดเกี่ยวกับไฟลท์บินที่ยังต้องใช้เวลาในการเพิ่มตารางบิน โดยททท. คาดนักท่องเที่ยวจีนราว 3 แสนคนในไตรมาส 1/66 และจะเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังปี 66
โดยฝ่ายวิจัยได้ทำ Scenario Analysis พบว่าในกรณีดีที่สุด คาดนักท่องเที่ยวปี 2566 ในกรอบ 30-35 ล้านคน หรือฟื้นตัว 80% เทียบปี 2562 กรณีดังกล่าวจะทำให้กำไรปกติเฉลี่ยทั้งกลุ่มปี 2566 ของฝ่ายวิจัยมี Upside ราว 14% และทำให้ราคาเหมาะสมที่เป็นไปได้เทียบกับราคาหุ้นในปัจจุบันมี Upside ที่เปิดกว้างมากขึ้นเป็น 10-18% เทียบกับปัจจุบันที่กลุ่มท่องเที่ยวเฉลี่ยเหลือ Upside ราว 6%
ด้านบล.ธนชาต ระบุว่า ประเด็นไทยปรับมาตรการคัดกรองนักท่องเที่ยวเข้าไทย เริ่ม 9-31 ม.ค. ดังกล่าว มองเป็นผลกระทบเชิง “ลบ” ระยะสั้นต่อกลุ่มท่องเที่ยว เนื่องจากบางประเทศ เช่น แถบยุโรป ยังฉีดวัคซีนไม่ครบ 2 เข็ม ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการเดินทางมาไทย อย่างไรก็ดี ระยะกลาง-ยาว ยังชอบกลุ่มท่องเที่ยว ซึ่งจะเป็นตัวหนุนเศรษฐกิจไทยในปีนี้ อย่าง AOT ERW MINT และ แนะนำ “ซื้อ” กลุ่มโรงพยาบาล อย่าง BH BDMS BCH และ CHG
