วิเคราะห์ราคาหุ้น OR อะไรทำให้บวก 100%
ระดับราคาของการเปิดซื้อขายในวันแรกไม่ทำให้นักลงทุนผิดหวัง เพราะเริ่มราคาเปิดการซื้อขายหุ้น OR ก็ขึ้นไปที่ระดับ 26.50 บาท เพิ่มขึ้น 47.22% เมื่อเทียบกับราคาจองซื้อที่ 18 บาท การปรับตัวขึ้นไปของ OR เสมือนเป็นการให้อั่งเป่ากับนักลงทุนรายย่อยในช่วงเทศกาลตรุษจีนแบบพอเหมาะ
แต่อย่างไรก็ตามระหว่างช่วงการซื้อขายในช่วงเช้าราคาหุ้นยังคงแบ่งรับแบ่งสู้กันที่ระดับ 25 บาท และ 26 บาท โดยมีขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ 27 บาท และสุดท้ายปิดตลาดที่ราคา 29.25 บาท โดยมีมูลค่าการซื้อขาย 47,360 ล้านบาท ซึ่งเกือบครึ่งหนึ่งของปริมารการซื้อขายทั้งหมดของตลาดหลักทรัพย์ในวันที่ 11 ก.พ.64 และในวันนี้ 15 ก.พ. 64 ราคาหุ้น ขึ้นไปอยู่ที่ 36.50 บาทต่อหุ้น เท่ากับว่าราคาหุ้นบวกแล้วกว่า 100 %
สำหรับสาเหตุที่ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงนั้นทาง คุณกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ได้เปิดเล่าให้กับทีมงาน Wealthy Thai ว่า การที่ราคาหุ้นขึ้นมาแรงๆนั้นเป็นเพราะยังมีความต้องการหุ้นอยู่ในระดับสูง เพราะเกณฑ์ของการจองซื้อในรูปแบบนี้ทำให้ไม่มีนักลงทุนคนไหนได้หุ้นไปเยอะกว่าคนอื่นๆ
ดังนั้นใครที่จะอยากได้หุ้นหรือถือลงทุนก็ต้องเข้ามาซื้อเพิ่มในกระดานซื้อขาย ขณะเดียวกันอีกประเด็นที่เกิดจากความเข้าใจผิดของนักลงทุนรายย่อยก็คือ คิดว่าจองซื้อสูงสุดได้แค่เพียง 300 หุ้น ซึ่งนักลงทุนที่เข้าใจผิดแบบนี้มีจำนวนที่เยอะมาก ทั้งนี้หาดลองคิดดูว่าการที่มีคนจองซื้อรวมกว่า 5.3 แสนคน และมีหุ้นให้จองซื้อ 1,000 ล้านหุ้น ถ้าเฉลี่ยจริงๆแล้วก็ควรจะได้คนละ 2,000 หุ้น แต่พอสรุปแล้วออกมาได้เฉลี่ยสูงสุด 4,500 หุ้น แสดงให้เห็นว่ามีคนจองซื้อต่ำกว่า 1,000 หุ้นเยอะมาก
เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้จึงทำให้นักลงทุนมีความต้องการที่จะซื้อหุ้นเพิ่ม จึงส่งผลให้มีการไล่ระดับราคากันขึ้นไป และคนที่มีหุ้นอยู่ก็ขายทำกกำไรออกมาบางส่วน ซึ่งในช่วงแรกจะเห็นว่ามีแรงซื้อเยอะมากพอสมควรจากนั้นก็สลับกับแรงขายทำกำไรของคนที่มีหุ้นอยู่
สำหรับในภาพของเชิงปัจจัยพื้นฐานประเด็นที่มีส่วนช่วยหนุนราคาหุ้นคือการที่ได้รับการเข้าคำนวณ SET 50 ในวันที่ 17 ก.พ.นี้ รวมถึงในวันที่ 26 ก.พ.64 ได้รบการเข้าคำนวณในดัชนี MSCI ซึ่งประเด็นนี้เองทำให้นักลงทุนบางส่วนเข้าไปเก็งกำไรเพราะคาดเดากันแล้วว่าจะต้องมีแรงซื้อกลับเข้ามาของนักลงทุนสถาบันในช่วง 2 สัปดาห์ข้างหน้า ก็เลยทำให้ช่วยประคองราคาหุ้นไม่ให้ลงแรง
อย่างไรก็ตามหากประเมินราคา ณ ปัจจุบันนี้ (15 ก.พ.64) ที่ระดับเกิน 30 บาทต่อหุ้น แนะนำให้นักลงทุนระมัดระวังไม่ควรที่จะไล่ราคาขึ้นไป หรืออาจสามารถหาจังหวะขายเพื่อทำกำไร ทั้งนี้ถ้าประเมินมูลค่าเหมาะสม โดยธุรกิจน้ำมันที่สัดส่วน 70% จะได้ P/E ที่ 19 เท่า และอีก 30% ธุรกิจค้าปลีก P/E ที่ 60 เท่า ในระดับที่เท่ากับหุ้น CPALL จะได้ราคาเหมาะสมที่ 31.40 บาท ขณะเดียวกันถ้าให้มูลค่าค้าปลีกขึ้นไปสูงที่ P/E 80เท่า จะได้ราคาเหมาะสมที่ 37.30 บาท แปลว่าในปัจจุบันราคาที่ขึ้นมาใกล้โซน 35-36 บาท เป็นระดับที่ค่อนข้างแพงมากแล้ว สะท้อนมูลค่าของธุรกิจค้าปลีกที่สูงพอสมควรแล้ว
ดังนั้นอยากให้นักลงทุนให้ความระมัดระวัง เพราะว่าอัพไซด์ของหุ้นจะมีปัจจัยในประเด็นของการที่จะมีแรงซื้อการปรับพอร์ตของนักลงทุนสถาบันในการได้เข้าคำนวณ SET50 และ MSCI แต่อย่างไรก็ตามในเชิงปัจจัยพื้นฐานตรงนี้ไม่ใช่ที่ของนักลงทุน เป็นพื้นที่ของการเก็งกำไรในระดับสูง ในอีกไม่นานนี้มีความเป็นไปได้ที่ราคาหุ้นจะกลับไปสู่ปัจจัยพื้นฐานที่ระดับ 25-31 บาท หลังจากหมดแรงซื้อประเด็นการเข้าคำนวณดัชนีต่างๆ
