Official Update :

SPALI เผยยอดขายปี 65 โตทะลุเป้า ส่วนปี 66 กางแผนเติบโต 11% ลุยเปิด 37 โครงการใหม่ มูลค่า 4.1 หมื่นลบ.

SPALI ตั้งเป้ารายได้ปีนี้ 3.6 หมื่นล้านบาท อวด Backlog กว่า 1 หมื่นล้านบาท พร้อมปักธงยอดขายปีนี้โต 11%แตะ 3.6 หมื่นล้านบาท เตรียมเปิด 37 โครงการใหม่ 4.1 หมื่นลบ. เตรียมทุ่มงบซื้อที่ดินกว่า 8 พันล้านบาท บุกทำเล 5 จังหวัดใหม่


นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI เปิดเผยว่า ปี 2565 ที่ผ่านมาบริษัททำผลงานได้ประสบความสำเร็จ เพราะสามารถพิชิตยอดขายรวมได้ทะลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ 2.8 หมื่นล้านบาท ทำให้ตัวเลขยอดขายเพิ่มเป็น 3.24 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% เมื่อเทียบกับปี 2564 ที่ทำได้ 2.40 หมื่นล้านบาท


โดยเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งแนวราบ และคอนโดมิเนียม 31 โครงการ มูลค่ารวม 3.78 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 28 โครงการ (กรุงเทพฯ และปริมณฑล 10 โครงการ, ภูมิภาค 18 โครงการ)  และคอนโดมิเนียม 3 โครงการ (กรุงเทพฯ และปริมณฑล 2 โครงการ, ภูมิภาค 1 โครงการ) 


ขณะที่ปี 2566 บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้ 3.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะมาจากยอดขายรอโอนกรรมสิทธิ์(Backlog) ในมือราว 1 หมื่นล้านบาท ที่จะทยอยรับรู้รายได้ในช่วงที่เหลือของปีนี้ พร้อมกันนี้บริษัทยังมีสต๊อกพร้อมขายอยู่อีกราว 1.6 หมื่นล้านบาทจะระบายออกมา


ขณะเดียวกันได้ตั้งเป้าหมายยอดขายจะเติบโตจากปีก่อนหน้า 11% หรือค่าดว่าจะอยู่ที่  3.6 หมื่นล้านบาท โดยวางแผนเปิดตัวโครงการใหม่ 37 โครงการ แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 34 โครงการ  มูลค่า 3.27 หมื่นล้านบาท และโครงการคอนโดมิเนียม 3 โครงการ มูลค่า 8.3 พันล้านบาท คิดเป็นมูลค่ารวม 4.1 หมื่นล้านบาท ถือเป็นมูลค่าสูงสุดตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท


พร้อมกันบริษัทได้เตรียมงบในการจัดซื้อที่ดิน 8 พันล้านบาท  เพื่อรองรับการพัฒนาโครงการภูมิภาคต่างๆ ในจังหวัดใหม่ๆที่มีทำเลศักยภาพและมีความต้องการที่อยู่อาศัยจำนวนมาก ซึ่งปัจจุบันศุภาลัยพัฒนาโครงการครอบคลุม 28 จังหวัด โดยในปี 2566 จะพัฒนาโครงการใหม่ใน 5 จังหวัดใหม่ ได้แก่ ลำปาง ลำพูน นครปฐม ราชบุรี และจันทบุรี


ด้าน นายประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร SPALI เปิดเผยว่า ปี 2565 เศรษฐกิจไทยมีการขยายตัวมากขึ้นจากปี 64 เนื่องจากมีการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวในไทย


ขณะเดียวกันภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2565เริ่มฟื้นตัวและมาตรการกระตุ้นธุรกิจด้วยการลดหย่อนค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ และมาตรการผ่อนคลาย LTV(อัตราส่วนการให้สินเชื่อโดยเทียบกับมูลค่าหลักประกัน)ทำให้เกิดการกระตุ้นการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยของผู้บริโภค


สำหรับปี 2566 คาดว่า สภาพเศรษฐกิจจะเติบโตดีขึ้นต่อเนื่องและกำลังซื้อจากต่างชาติจะกลับมาคึกคักอีกครั้งอีกทั้งมีการต่อมาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับที่อยู่อาศัยปี 2566 โดยลดค่าจดทะเบียนการโอนอสังหาริมทรัพย์จาก 2% เหลือ 1%ของราคาประเมินหรือราคาขาย (มาตรการก่อนหน้าลดเหลือเพียง 0.01%)และลดค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์จากเดิม 1% เหลือ 0.01%จากยอดเงินกู้ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกที่ส่งผลให้เป็นปีที่ดีแม้จะมีเรื่องภาวะเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น


ส่วนของบริษัทมีการขยายการลงทุนเพื่อพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ประเทศออสเตรเลีย ได้มีการลงทุนไปแล้ว 12 โครงการ มูลค่าโครงการ5.26 หมื่นล้านบาท ด้วยเม็ดเงินลงทุนรวมของศุภาลัย 9.74 พันล้านบาท ซึ่งมีการเติบโตเป็นที่น่าพึงพอใจอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีการลงทุนธุรกิจอื่นๆ


อย่างเช่น Resort Housing ที่โครงการศุภาลัย ซีนิค เบย์ พูล วิลล่า ภูเก็ต Rental Office ที่โครงการศุภาลัย ไอคอน สาทร, Serviced Condo ในหลายโครงการ Home Office ที่โครงการศุภาลัยแกรนด์ เอสเซ้นส์ @ ท่าพระ อินเตอร์เชนจ์ Community Mall / Market ในจังหวัดหัวเมืองใหญ่ สนับสนุนการกระจายรายได้สู่ชุมชน และ Co-Working ชื่อว่า MEET&CO ตั้งอยู่ที่อาคารศุภาลัย แกรนด์ ทาวเวอร์ เป็นต้น

กฤษฎิ์ รัตนธีระธาดา

นักข่าวเลือดใหม่ “สายกองทุน” ที่พร้อมจะนำเสนอข้อมูล ข่าวสาร สาระที่เป็นประโยชน์ มีสีสัน สนุกและเข้าใจง่าย ตอบโจทย์นักลงทุนทุก Generation ให้เข้าถึงโลกของการลงทุนได้อย่างเท่าเทียม