“เศรษฐา” ลั่นปีนี้ SIRI ทำกำไรนิวไฮ สร้างประวัติศาสตร์เปิดโครงใหม่ 52 แห่ง มูลค่ารวมกว่า 7.5 หมื่นล้านบาท
SIRI ปี 2566 วางเป้ายอดโอน 40,000 ล้านบาท หนุนกำไรสุทธิ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมวางเป้ายอดขาย 55,000 ล้านบาท เติบโต 10% จากปีก่อน เดินหน้าเปิดโครงการใหม่ 52 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 75,000 ล้านบาท
นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานอำนวยการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI เปิดเผยว่า ทิศทางการดำเนินงานในปี 2566 บริษัทวางเป้าหมายยอดโอนกรรมสิทธิ์ไว้ที่ 40,000 ล้านบาท นับเป็นการเติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา (All time high) ส่งผลให้เชื่อว่ากำไรในปีนี้จะเติบโต All time high ต่อเนื่องจากปีก่อนเช่นเดียวกัน
สำหรับผลประกอบการในปี 2565 บริษัทมั่นใจว่าจะเติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมียอดโอนกรรมสิทธิ์ที่ 36,800 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลให้รายได้และกำไรเติบโตสูงสุด ทั้งนี้ บริษัทจะมีการประชุมคณะกรรมการบริษัท เพื่ออนุมัติงบปี 2565 ในวันที่ 27 ก.พ. นี้
ทั้งนี้ ในปี 2565 บริษัทเปิดโครงการรวมทั้งสิ้น 39 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 40,000 ล้านบาท โดยยอดขายอยู่ที่ 50,000 ล้านบาท เติบโตราว 50% จากปีก่อน
ด้านนายอุทัย อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ กล่าวเสริมว่า สิ้นปี 2565 บริษัทมียอดขายรอโอน (Backlog) ในมือเกือบ 30,000 ล้านบาท แบ่งเป็น Backlog โครงการที่บริษัทพัฒนาเอง 25,000 ล้านบาท และโครงการร่วมทุน 5,000 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยส่งมอบในปีนี้เป็นหลัก
ขณะเดียวกันบริษัทยังมีสินค้าพร้อมขาย (สต็อก) ในมือรวมมูลค่าประมาณ 11,000 ล้านบาท แบ่งเป็น สต็อกจากโครงการคอนโดมิเนียมประมาณ 8,000 ล้านบาท และสต็อกจากโครงการแนวราบประมาณ 5,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ ในปี 2566 บริษัทวางเป้าหมายยอดขายไว้ที่ 55,000 ล้านบาท เติบโต 10% จากปีก่อน แบ่งเป็น ยอดขายจากโครงการแนวราบ 40% และยอดขายจากโครงการคอนโดมิเนียม 60%
โดยบริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ 52 โครงการ มูลค่ารวม 75,000 ล้านบาท นับเป็นการเปิดโครงการใหม่มูลค่ารวมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา แบ่งเป็น โครงการแนวราบ 30 โครงการ มูลค่ารวม 50,700 ล้านบาท และโครงการคอนโดมิเนียม 22 โครงการ มูลค่ารวม 24,300 ล้านบาท
นอกจากนี้บริษัทยังมุ่งทำตลาดต่างชาติ เน้นกลุ่ม CLMV (กัมพูชา, สปป.ลาว, เมียนมา และเวียดนาม) เพื่อขยายตลาดต่างชาติให้กว้างขึ้นจาก จีน ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ และรัสเซีย ซึ่งบริษัทมีฐานลูกค้าต่างชาติในกลุ่มนี้อยู่แล้ว จากการมองเห็นกำลังซื้อจากตลาดประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบประเทศไทย
โดยวางเป้าหมายยอดขายและยอดโอนตลาดต่างชาติ ในปีนี้ไว้กว่า 12,000 ล้านบาท โตขึ้น 54% จากปีก่อน ที่มียอดขายจากตลาดต่างชาติ 7,800 ล้านบาท
ด้านนายวิชาญ วิริยะภูษิต ประธานผู้บริหารสายงานการเงิน กล่าวว่า แม้ปีนี้ต้นทุนต่างๆ ทั้งการก่อสร้าง บริหารจัดการ และต้นทุนดอกเบี้ยจะปรับเพิ่มขึ้น แต่บริษัทยังมีความสามารถในการทำกำไรที่ดี โดยปี 2566 ตั้งเป้าอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 35% จากปีก่อนแยู่ที่ระดับ 31%
อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (SG&A) ให้มีประสิทธิภาพยังคงเป็นสิ่งที่บริษัทให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้จะปรับลดลงมาอยู่ในระดับไม่เกิน 18% จากปีก่อนอยู่ที่ระดับ 20% จากงบทำการตลาดที่ลดลง
