“สิวารมณ์ เรียลเอสเตท” หรือ SVR เปิดกลยุทธ์ สร้างความแตกต่าง เตรียมเดินหน้าเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ

บริษัท สิวารมณ์ เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ SVR อีกหนึ่งหุ้นไอพีโอน้องใหม่กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายที่กำลังจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็มเอไอ (mai) ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ นี้ ซึ่งถึงแม้ว่าจะเป็นก่อตั้งบริษัทได้ช่วงปี 2561 แต่ก็มีความแตกต่างที่เป็นจุดเด่นในการทำธุรกิจ ซึ่งในวันนี้ทาง Wealthy Thai ก็จะพานักลงทุนและผู้อ่านไปความเข้าใจกันเพิ่มเติม


โดยนาย รณฤทธิ์ ฐิติสุริยารักษ์ กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงินอาวุโส บริษัท สิวารมณ์ เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ SVR เปิดเผยกับ Wealthy Thai ว่า การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของบริษัทจะเป็นการพัฒนาโครงแนวราบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทาวเฮ้าส์ บ้านแฝด บ้านเดี่ยว และอาคารพาณิชย์


ด้วยภายใต้แบรนด์ทั้งหมด 5 แบรนด์ ประกอบไปด้วย 1.สิวารมณ์ ซิตี้ ระดับราคา 1.7-3.0 ล้านบาท 2.สิวารมณ์ วิลเลจ ระดับราคา 2.5-5.0 ล้านบาท 3.สิวารมณ์ เนเจอร์ พลัส ระดับราคา 2.3-5.9 ล้านบาท 4.สิวารมณ์ ปาร์ค ระดับราคา 3.5-4.3 ล้านบาท และ 5.แกรนด์ สิวารมณ์ ระดับราคา 4.6-6.2 ล้านบาท


สำหรับจุดแข็งและข้อแตกต่างของบริษัท จะเน้นการพัฒนาโครงการในทำเลตั้งแต่กรุงเทพ-ปริมณฑล ตามแนวใกล้เคียงรถไฟฟ้าและใกล้ทางด่วน ในการเจาะกลุ่มลูกค้าพนักงานออฟฟิศที่ต้องทำงานในเมืองแต่มีความต้องการซื้อบ้านในระดับราคาที่เหมาะสมกับกำลังซื้อและความสามารถในการผ่อนได้


ในขณะเดียวกันบริษัทก็มี 3 กลยุทธ์ในการทำธุรกิจให้มีความแตกต่าง 1.การพัฒนาที่ดินแบบหมุนเร็วหรือการเทิร์นโอเวอร์เร็ว ด้วยแผนการพัฒนาที่ดินและก่อสร้างโครงการให้พร้อมขายภายใน2-3ปี หลังจากซื้อที่ดินเปล่าได้สำเร็จเพื่อให้บริษัทมีเงินหมุนเวียนสม่ำเสมอ


2.สร้างเร็ว ขายเร็ว โอนเร็ว โดยบริษัทจะใช้ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่มีคุณภาพเพื่อลดระยะเวลาก่อสร้าง และขณะเดียวกันจะใช้การเจรจากับผู้รับเหมาในการสั่งซื้อวัสดุก่อสร้างในจำนวนมากหรือสอดคลองกับความต้องการใช้ จึงลดต้นทุนให้แก่บริษัทซึ่งจะช่วยให้อัตรากำไรขั้นต้นในระดับที่ไม่ต่ำกว่า 30%


3.การพัฒนาให้โครงการที่มุ้งเน้นไปที่คุณภาพและความพรีเมี่ยม อย่างการติดตั้งหรือเพิ่มฟังชั่นระบบความปลอดภัยในตัวบ้าน เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกถึงความปลอดภัยได้แม้กระทั่งอยู่นอกตัวบ้าน รวมถึงฟังชั่นในการอำนวยความสะดวกภายใต้ชื่อ Smart Home นอกจากนี้บริษัทยังบริการหลังการขาย ด้วยการดูแลรับประกันตัวโครงสร้างและสถาปัตยกรรมภายใน


ด้านแผนการใช้เงินจากการระดมทุนไอพีโอคิดเป็นจำนวน 286 ล้านบาท จะนำไปลงทุน เพื่อต่อยอดการพัฒนาโครงการในอนาคตให้ครอบคลุมเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล เพื่อขับเคลื่อนทุกโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาในขณะนี้สู่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริษัทฯ ภายใต้การวางยุทธ์ศาสตร์ทางธุรกิจ ให้สอดรับกับแนวคิด “Best Smart Living”


สำหรับการกำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญให้กับประชาชนทั่วไป (IPO) จำนวน 130 ล้านหุ้น ที่ระดับราคาหุ้นละ 2.20 บาท เปิดให้จองซื้อหุ้น ระหว่างวันที่ 31 ม.ค. -2 ก.พ.66 คาดว่านำหุ้น เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai)ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2566


โดยบริษัทอยากให้นักลงทุนที่สนใจมีการศึกษาข้อมูลและพื้นฐานของบริษัท ซึ่งจะเห็นการเติบโตของรายได้และกำไรสุทธิ 3 ปีย้อนหลัง เฉลี่ย 33-35%ต่อปี แม้ว่าจะเป็นช่วงที่อยู่ในวิกฤติ COVID-19 จึงอยากให้นักลงทุนมีความมั่นใจถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจของ SVR ให้มีโอกาสก้าวสู่ระดับ High Growth อย่างต่อเนื่องในอนาคต


ส่วนภาพธุรกิจในปี 2566 แม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะไม่ต่อมาตรการผ่อนคลาย LTV ในปี 2566 ซึ่งจะมีผลกระทบกับการตัดสินใจซื้อในตลาดอสังหาริมทรัพย์อยู่บ้างนั้น แต่ด้วยกลยุทธ์ของบริษัทที่พัฒนาโครงการโดยจับลูกค้าในกลุ่ม Real Demand (ลูกค้าที่ซื้อเพื่อการอยู่อาศัย) เป็นหลัก จึงไม่ส่งผลกระทบมากนัก


ขณะที่แนวโน้มนโยบายอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นประเมินว่าผลกระทบต่อบริษัทอาจจะไม่มากนัก เนื่องจากเครดิตเรตติ้งจากธนาคารของบริษัทอยู่ในระดับ A จึงทำให้ต้นทุนทางการเงินค่อนข้างต่ำ ส่วนในของลูกค้าก็อาจมีผลกระทบบ้าง แต่บริษัทมีการคัดกรองลูกค้าด้วยการจับมือกับธนาคารพาทเนอร์ทำ Pre-approve ให้ลูกค้าก่อนยื่นจริง


กฤษฎิ์ รัตนธีระธาดา

นักข่าวเลือดใหม่ “สายกองทุน” ที่พร้อมจะนำเสนอข้อมูล ข่าวสาร สาระที่เป็นประโยชน์ มีสีสัน สนุกและเข้าใจง่าย ตอบโจทย์นักลงทุนทุก Generation ให้เข้าถึงโลกของการลงทุนได้อย่างเท่าเทียม