SVR เทรดวันแรกพุ่งเกือบ 50% ด้านโบรกฯให้ราคาเป้าหมาย 3 - 3.10 บาท ประเมินปี 66 กำไร 186 ล้านบาทเติบโต 241%
SVR ซื้อขายวันแรกบนตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) โดยมีราคาเปิดที่ 3.26 บาท เพิ่มขึ้น 1.06 บาท หรือ 48.18% จากราคาไอพีโอที่ 2.20 บาท ด้าน 3 โบรกฯให้ราคาเหมาะสมที่ 3 - 3.10 บาท พร้อมคาดกำไรปี 66 โตก้าวกระโดด
นายรณฤทธิ์ ฐิติสุริยารักษ์ กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงินอาวุโส บริษัท สิวารมณ์ เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ SVR เปิดเผยว่า บริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ครั้งนี้ ทำให้บริษัทเปิดโอกาสจัดหาแหล่งเงินทุนจากตลาดทุนและเป็นโอกาสดีที่นักลงทุนจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จและเติบโตไปพร้อมๆ กับ SVR
โดยบริษัทวางแผนจัดหาที่ดิน ที่มีศักยภาพในการพัฒนาโครงการใหม่ๆ ให้ครอบคลุมเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล และพร้อมการสู่การเติบโตในระดับ High Growth (หุ้นที่มีอัตราการเติบโตสูง) High Return (หุ้นที่มีผลตอบแทนสูง) เห็นได้จากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ภายใต้วิกฤติเศรษฐกิจจากโควิด-19 แต่ก็สามารถสร้างปรากฏการณ์ โดยอัตราการเติบโตของรายได้เฉลี่ยสูงกว่า 30% ต่อปี ซึ่งเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน SVR มีโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ อยู่ระหว่างขายทั้งหมด 6 โครงการ มูลค่า 2,995 ล้านบาท และโครงการในอนาคต 1 โครงการ มูลค่า 686 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มเปิดขายและโอนกรรมสิทธิ์ครึ่งปีหลังของปี 2566
สำหรับเงินที่ได้จากการระดมทุนในครั้งนี้จำนวน 286 ล้านบาท บริษัทจะนำไปลงทุนเพื่อต่อยอดการพัฒนาโครงการในอนาคต ให้ครอบคลุมเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อขับเคลื่อนทุกโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาในขณะนี้ สู่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริษัทภายใต้การวางยุทธ์ศาสตร์ทางธุรกิจ ให้สอดรับกับแนวคิด “Best Smart Living”
โดยจะประกอบไปด้วย Smart Location ทำเลที่ตั้งต้องเดินทางสะดวก ใกล้แหล่งสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ และใกล้รถไฟฟ้า ,Smart Space การออกแบบพื้นที่ใช้สอยที่นำเอาความต้องการของผู้อยู่อาศัยมาเป็นที่ตั้ง เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยได้ใช้พื้นที่ภายในบ้านได้อย่างคุ้มค่าและลงตัว ,Smart Value ราคาบ้านที่ลูกบ้านจ่ายไปต้องได้รับความคุ้มค่าอย่างสูงสุด และSmart Home นำนวัตกรรมที่ทันสมัยเข้ามาตอบโจทย์ Lifestyle เพื่อการใช้ชีวิตของลูกบ้านให้สะดวกสบาย
สำหรับมุมมองนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ประเมินมูลค่าเหมาะสมของ “SVR” ที่ระดับราคา 3 บาทต่อหุ้นด้วยวิธี Relative PE ที่ 8.0 เท่า ใกล้เคียงกับ Forward PE 2566 ของบริษัทที่ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 12 รายหลัก
นอกจากนี้ ได้ประเมินแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นก้าวกระโดด โดยปี 2566 มีกำไรสุทธิ 186 ล้านบาทเติบโต 241% และในปี 2567 กำไรสุทธิ 189 ล้านบาทเติบโต 2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ทั้งนี้เป็นผลมาจากการได้รับแรงหนุนจากยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่เร่งขึ้น บนสมมติฐานที่บริษัทจะมีแผนเปิดโครงการใหม่ 3โครงการต่อปีรวมถึงอัตรากำไรขั้นต้นที่คาดขยับขึ้นจากโปรเจ็กต์ มิกซ์โครงการใหม่ที่เป็นเซกเมนต์บน และ ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อรายได้จะลดลงจากการประหยัดต่อขนาด ด้วย ขณะที่กำไรสุทธิปี 2565 ประเมินไว้ที่ 54 ล้านบาท เติบโต 6% จากปีก่อน
ส่วนบริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด ได้ประเมินราคาเหมาะสมของ SVR ที่ 3.07 บาท โดยคาดกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ปี 2566 ที่ประมาณ 0.341 บาทต่อหุ้น คำนวณเป็นราคาเหมาะสม ซึ่งเชื่อว่าความต้องการที่อยู่อาศัยในช่วง 3 ปีข้างหน้าจะยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ความต้องการที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯและปริมณฑล มีแนวโน้มฟื้นตัวจากภาพรวมเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น จากกลุ่มที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อในตลาดระดับกลางถึงบน และการลงทุนในโครงการเมกะโปรเจ็กต์ โดยมีปัจจัยกระตุ้นจากพฤติกรรมการเลือกที่อยู่อาศัยอาจเปลี่ยนไปหลังการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ทำให้มีความต้องการที่อยู่อาศัยในแนวราบมากกว่าคอนโดมิเนียม
โดยฝ่ายวิเคราะห์ได้คาดรายได้จากการขายปี 2565 ที่ 699 ล้านบาท เติบโต 26% และในปี 2566 จะมีรายได้จากการขายที่ 1,245 ล้านบาท เติบโต 78% พร้อมคาดอัตรากำไรขั้นต้นจะปรับดีขึ้นสู่ 34.6% ในปี 2565-2566 ปรับดีขึ้น จากระดับ 30.8% ในปี 2564 ส่งผลให้ประมาณการกำไรสุทธิในปี 2565 อยู่ที่ 59 ล้านบาท และในปี 2566 จะมีกำไรสุทธิที่ 175 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยระหว่างปี 2563-2566 เท่ากับ 42% ต่อปี โดยคิดเป็นอัตรากำไรสุทธิเท่ากับ 8.4% ในปี 2565 และ 14.1% ในปี 2566
ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) ประเมินมูลค่าเหมาะสมของ “SVR” ที่ระดับราคา 3.10 บาทต่อหุ้น เพื่อสะท้อนรายได้จากการโอนโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น จากโครงการที่มีอยู่เดิมและการเปิดโครงการใหม่ในอนาคต และอัตรากำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้น จากการเปิดโครงการแนวราบใหม่ที่มีราคาสูงขึ้น
พร้อมกับฝ่ายวิเคราะห์ ได้คาดการณ์กำไรสุทธิของ “SVR” เติบโตเฉลี่ยปีละ 68% ในปี 2565 -2567 โดยคาดกำไรสุทธิ ในปี 2565 ที่ 69 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34% เป็นผลจากรายได้ที่เติบโต 39% อยู่ที่ 778 ล้านบาท และคาดว่ากำไรสุทธิจะเติบโต 167% มาที่ 185 ล้านบาท ในปี 2566 และเติบโต 31% อยู่ที่ 243 ล้านบาท ในปี 2567
ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นจะเติบโตอยู่ที่ 31.2% ในปี 2565, ขณะที่ในปี 2566 จะอยู่ที่ 34.0% และในปี 2567 จะอยู่ที่ 34.5% จากปี2564 ที่ 30.4% จากการโอนโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่สูงขึ้นตามการเปิดโครงการใหม่ที่มีราคาขายสูงขึ้น
