Official Update :

เช็คลิสต์ 5 หุ้นใหญ่โรงไฟฟ้า กับอนาคตที่ยังสดใสน่าสะสม

หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า ถือเป็นกลุ่มที่ได้รับความนิยมสูงจากนักลงทุน ไม่ว่าจะเป็นหน้าเก่า หน้าใหม่ เพราะว่าถือเป็น" หุ้นปลอดภัย " หรือ Defensive Stocks ผลงานค่อนข้างมีเสถียรภาพตามสัญญาการซื้อขายไฟฟ้า และล่าสุดก็เข้าสู่การประกาศงบปี 2563 มาบ้างแล้ว ดังนั้นทีมข่าว Wealthy Thai จึงได้รวบรวมความน่าสนใจของหุ้นใหญ่โรงไฟฟ้าที่ได้ประกาศผลประกอบการแล้ว มาฝากนักลงทุน และในปี 64 นี้จะยังมีความน่าสนใจอีกหรือไม่ไปดูกันเลย


ทั้งนี้ในตลาดหุ้นไทยมีหุ้นโรงไฟฟ้าอยู่จำนวนมาก ทั้งหุ้นขนาดใหญ่และขนาดเล็ก โดยครั้งนี้ทีมข่าวของหยิบยกหุ้นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ได้ประกาศผลประกอบการปี 2563 ออกมาอย่างเป็นทางการแล้วมาฝากนักลงทุน ซึ่งนับจากนี้แผนธุรกิจจะเป็นอย่างไร ประกอบด้วย GULF,GPSC, EGCO,RATCH และBPP ส่วนหุ้นตัวอื่นๆของกลุ่มนี้ทีมข่าวจะนำมาเสนออีกครั้งภายหลัง



GULF ปี 64 กำไรสุทธิ 4,282 ล้านบาท

เริ่มจาก GULF โดยปี 63 มีกำไรสุทธิ 4,282 ล้านบาท ลดลง 12.4% จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 4,886.5 ล้านบาท เนื่องจากรับรู้ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่ได้เกิดขึ้น ซึ่งเป็นเพียงการบันทึกรายการทางบัญชี และไม่มีผลกระทบต่อกระแสเงินสด


โดยมีรายได้รวม (Total Revenue) เท่ากับ 35,833 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากปี 62 โดยรายได้จากการขายอยู่ที่ 32,827 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.3% และมีรายได้เงินปันผล 440 ล้านบาท มาจากเงินปันผล INTUCH 295 ล้านบาท SPCG จำนวน 142 ล้านบาท และ EDL Gen จำนวน 3 ล้านบาท รวมถึงมีส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมและกิจการร่วมค้า 2,487 ล้านบาท ลดลง 22.2% มาจากกาไรจากอัตราแลกเปลี่ยนของบริษัทร่วม GJP ที่น้อยลง


ขณะที่ปี 64 นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ กรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน GULF เปิดเผยว่า ปี 64 บริษัทคาดว่ารายได้จะเติบโตขึ้นประมาณ 50% จาก 63 เนื่องมาจากการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการโรงไฟฟ้า IPP 2,650 เมกะวัตต์ ได้แก่ โครงการ GSRC หน่วยที่ 1 และ 2 ซึ่งมีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งรวม 1,325 เมกะวัตต์ โดยจะเริ่มจำหน่ายไฟฟ้าในเดือนมี.ค.และต.ค.64


อีกทั้งโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในทะเลที่ประเทศเวียดนาม (Mekong Wind) ระยะที่ 1-3 มีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งรวม 128 เมกะวัตต์ จะเริ่มจำหน่ายไฟฟ้าในเดือน พ.ค.และต.ค.64 และโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่ประเทศโอมาน จำนวน 326 เมกะวัตต์ (DIPWP) ระยะที่ 1 ที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้ง 40 เมกะวัตต์ จะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 2/64 ซึ่งทั้งหมดนี้ จะทำให้ GULF มีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งเพิ่มขึ้น จาก 6,409 เมกะวัตต์ ในปี 63 เป็น 7,903 เมกะวัตต์ ในปี 64


นอกจากนี้ ในปี 64 บริษัทจะเริ่มรับรู้กำไรเต็มปีจากโครงการโรงไฟฟ้าลมในทะเล BKR2 และโครงการจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ PTT NGD ที่บริษัทฯ ได้เข้าซื้อในสัดส่วน 40% ในเดือน ธ.ค.63 ที่ผ่านมา ประกอบกับรับรู้เงินปันผลที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนในหุ้นบริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ INTUCH อีกด้วย



GULF ลุ้นปิดดีลโครงการใหม่ปีนี้

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาพื้นฐานที่ 40.00 บาท โดยแนวโน้มเติบโตดี มีกำลังการผลิตในมือหนุนการเติบโตได้ต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า และมีลุ้นปิดดีลโครงการใหม่ในปีนี้อีก โดยคาดกำไรปี 64 ราว  7 พันล้านบท เติบโต 60%



 



GPSC ปี 63 กำไรสุทธิ 7,508 ล้านบาท

ตามด้วย GPSC โดยรายงานปี 63 บริษัทมีกำไรสุทธิจำนวน 7,508 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 85% จากปี62ที่ทำได้ 3,447 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักเนื่องมาจากการรับรู้ผลประกอบการจาก GLOW เต็มปี 63 ประกอบกับต้นทุนค่าก๊าซธรรมชาติและถ่านหินที่ปรับตัวลดลงตามสภาวะตลาด ทำให้ผลประกอบการของบริษัทโดยเฉพาะโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) มี margin จากการขายไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น


ล่าสุดในงาน Opportunity Day โดยนายทิติพงษ์ จุลพรศิริดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน GPSC เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมงบลงทุนปี 64 ที่ระดับ 17,000-18,000 ล้านบาท แบ่งเป็นวงเงินลงทุน 10,000 ล้านบาท ใช้ลงทุนในโครงการใหม่ๆ อาทิ โรงงานผลิตแบตเตอรี่อ G-Cell คาดว่าโรงงานผลิตหน่วยกักเก็บพลังงานขนาดกำลังการผลิต 30 เมกะวัตต์ต่อชั่วโมง จะพร้อมดำเนินการผลิตภายในไตรมาส 2/64,


โครงการโรงไฟฟ้าโกลว์ เอสพีพีทดแทน (SPP Replacement) จำนวน 7 โรง กำลังการผลิตรวม 600 เมกะวัตต์ และโครงการโรงไฟฟ้า Energy Recovery Unit (ERU) ขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้า 250 เมกะวัตต์ และไอน้ำ 175 ตันต่อชั่วโมง คาดว่าจะสามารถเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 66 ส่วนเงินลงทุนที่เหลือประมาณ 6,000-7,000 ล้านบาท บริษัทจะใช้ในการปรับปรุงและซ่อมบำรุงโครงการโรงไฟฟ้าเดิม


นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนที่จะลงทุนในธุรกิจใหม่ๆและพลังงานทดแทนในต่างประเทศ โดยการลงทุนในต่างประเทศจะเป็นรูปแบบการลงทุนร่วมกับบริษัทแม่อย่างบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT หลังมีเป้าหมายการลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนกว่า 4.3 GW ภายในปี 68


ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ขณะนี้แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 100 บาท โดยปี 64 แนวโน้มสดใส คาดพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น ซึ่งความต้องการไฟฟ้าและไอน้ำในมาบตาพุดคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 4% GPSC จะตอบโจทย์ความต้องการจากโรงงานผลิตชุดติดตั้งเพิ่มโอเลฟินและ PO / Polyol ของ PTTGC ซึ่งจะ COD ในไตรมาส 1/64 และจะเห็นโอกาสเพิ่มเติมในนิคมอุตสาหกรรม คาดว่าราคาก๊าซเฉลี่ยในปี 64 จะลดลง 7-8% จากปีก่อน


ขณะที่ GLOW Energy ระยะที่ 5 จะกลับมาดำเนินการตามปกติในเดือนเมษายน 2564 หลังจากปิดซ่อมบำรุงนอกแผนในปี 63 (4 มิ.ย. -18 ต.ค. และ 6 ธ.ค. - ปัจจุบัน) GPSC ได้รับความคุ้มครองอย่างเต็มที่จากประกันและคาดว่าจะเปลี่ยนผู้ให้บริการ โดยคาดปี 64 มีกำไร 8,270 ล้านบาท เติบโต 10% จากปีก่อน


ขณะที่เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา GPSC ได้ลงทุน 500 ล้านบาทหรือ 11% ในการถือหุ้นใน Anhui Axxiva New Energy Technology ซึ่งดำเนินธุรกิจผลิตแบตเตอรี่ที่มีกำลังการผลิต 1GWh โดยใช้เทคโนโลยี 24M (แบตเตอรี่กึ่งแข็ง) Axxiva มี บริษัทตัวแทนจำหน่ายอยู่แล้วคือ Chery ผู้ผลิตรถยนต์ EV ของจีน ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นด้วย การดำเนินการเชิงพาณิชย์ของ Axxiva จะมีขึ้นในอีก 2 ปีข้างหน้า


เรามีความมั่นใจในการลงทุนครั้งนี้ 1.ยืนยันกลยุทธ์ของ GPSC ในการผลักดันสู่ธุรกิจนวัตกรรม 2.การเปิดตัวสู่ตลาด EV ของจีนซึ่งมีการเติบโตที่ยาวนาน 3.GPSC สามารถใช้ประโยชน์จากการจัดหาวัตถุดิบของ Axxiva (ได้เปรียบตามขนาด) ทำให้ GPSC เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน 4.Axxiva สามารถใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญ 24M ของ GPSC ได้ในขณะที่การเปิดตัวของ Axxiva จะเพิ่มการพิสูจน์แนวคิดสำหรับเทคโนโลยี 24M การผลิตแบตเตอรี่เชิงพาณิชย์ของ GPSC จะเริ่มในไตรมาส 2/64



GPSC มีโอกาสเข้าประมูลรถโดยสารไฟฟ้า

ส่วนนักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า  ปี 64 ทาง GPSCจะมุ่งเน้นพลังงานสีเขียวและธุรกิจที่เป็น New S-Curve โดยในไทยมีเพียง 2 บริษัทจดทะเบียนที่ทำธุรกิจแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน คือ EA และ GPSC ซึ่งปัจจุบันการก่อสร้างโรงงานของ GPSC (30 MWh) มีความคืบหน้าแล้ว 72% คาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 2/64 ทั้งนี้ GPSC เป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนแห่งแรกของไทยที่ใช้เทคโนโลยีจาก 24M Technologies Inc.


นอกจากนี้เราเห็นว่าบริษัทมีโอกาสเข้าประมูลรถโดยสารไฟฟ้า (e-Bus) กับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ขณะเดียวกันยังจะเติบโตไปกับกลุ่ม PTT โดยคาดว่า GPSC จะได้เป็นผู้ดำเนินงานโรงไฟฟ้าที่ทาง PTTEP ได้สิทธิพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติในเมียนมาครบวงจร ทั้งสำรวจและพัฒนา, โรงไฟฟ้า โครงข่ายระบบท่อส่งก๊าซ ขนาด 600 MW (10% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าในเมียนมา) คาดว่าจะประกาศการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (FID) ภายในปี 64 จึง คงคำแนะนำซื้อ ให้ราคาพื้นฐาน 95 บาท โดยคาดการณ์กำไรสุทธิปี 64 เติบโต 17% จากปีก่อน



 



EGCO
กำไรเหลือ 8,733 ล้านบาท

ต่อมา EGCO โดยล่าสุด รายงานปี 63 มีกำไรสุทธิ 8,733 ล้านบาท ลดลง 33% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 13,059 ล้านบาท มีรายได้รวม 39,819 ล้านบาท ลดลง 9% แบ่งเป็นรายได้จากธุรกิจไฟฟ้า 39,072 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนที่มีรายได้ 42,830 ล้านบาท ส่วนค่าใช้จ่ายรวมีจำนวน 37,340 ล้านบาท ลดลง 7% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ณ วันที่ 31 ธ.ค.63 บริษัทมีโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องแล้ว 28 แห่ง คิดเป็นกำลังการผลิตตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าและตามสัดส่วนการถือหุ้น รวม 5,423 เมกะวัตต์ และมีโครงการโรงไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างก่อสร้างจำนวน 2 แห่ง คิดเป็นกำลังการผลิตตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าและตามสัดส่วนการถือหุ้น รวม 321 เมกะวัตต์


ขณะที่แผนการดำเนินงานในอนาคต ตั้งงบลงทุนเพื่อขยายธุรกิจไฟฟ้าโดยเข้าลงทุนโครงการใหม่ๆ ที่อยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อควบรวมหรือเข้าซื้อกิจการ (M&A) ในประเทศเป้าหมาย อาทิ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เครือรัฐออสเตรเลีย สาธารณรัฐเกาหลี สาธารณรัฐจีน(ไต้หวัน) และสหรัฐอเมริกา


นอกจากการลงทุนในธุรกิจหลักด้านธุรกิจผลิตไฟฟ้า เอ็กโกยังแบ่งงบลงทุนในธุรกิจใหม่ โดยมุ่งเน้นการลงทุนในธุรกิจเชื้อเพลิงและระบบสาธารณูปโภคและธุรกิจใหม่ด้าน Smart Energy Solution เช่น โครงการสถานีเก็บรักษาและแปรสภาพก๊าซธรรมชาติจากของเหลวเป็นก๊าซแบบลอยน้า (FSRU), โครงการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ในรูปแบบ Solar Solution Provider และโครงการนิคมอุตสาหกรรมเอ็กโกระยอง


ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ระบุว่า เรายังคงแนะนำให้ “ซื้อ” EGCO ด้วยมูลค่าเหมาะสม 282 บาท โดยคาด EGCO จะมีกำไรจากธุรกิจหลักดีขึ้นในช่วงไตรมาส 1/64 Paju คาดจะมีอุปสงค์มากขึ้นจากอากาศที่หนาวเย็นพร้อมทั้งราคา LNG ที่ปรับตัวลงจากช่วง ธ.ค. 20 ทั้งนี้ โดยปกติไตรมาส 1 จะเป็นช่วงไฮซีซั่นสำหรับ โรงไฟฟ้า IPP ในไทย



 



RATCH ปี 68 กำลังการผลิต 10,000 MW

ขณะที่ RATCH รายงานปี 63 มีกำไรสุทธิ 6,286.68 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.4% จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 5,963.28 ล้านบาท เนื่องจากรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากการร่วมค้าและบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น รวมทั้งบริษัทฯ รับรู้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจากสกุลเงินเหรียญออสเตรเลียที่แข็งค่าขึ้น ซึ่งมีรายได้รวม 16,155.92 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.1% จากช่วงเดียวกันปีก่อน


นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH เปิดเผยว่า ในปี 64 บริษัทกำหนดงบลงทุนอยู่ที่ระดับ 15,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการลงทุนในโครงการใหม่หรือซื้อกิจการ (M&A) ราว 7,000 ล้านบาท และ ใช้ลงทุนโครงการเดิมที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างอีกราว 8,000 ล้านบาท


โดยตั้งเป้าปี 64 กำลังการผลิตไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นอีกจำนวน 700 เมกะวัตต์ (MW) จากปี 63 ที่มีกำลังการผลิตรวม 8,174 MW แบ่งเป็น ลงทุนซื้อกิจการโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์ (COD) แล้ว จำนวน 350 MW โดยมีแผนจะซื้อกิจการโรงไฟฟ้าเพิ่มไม่น้อยกว่า 5 โครงการ คาดจะจบดีลภายในช่วงกลางปีนี้ราว 1-2 โครงการ และจำนวนกำลังการผลิตที่เหลือจะเป็นการขยายเป้าหมายการลงทุนนอกประเทศอาเซียน และ ออสเตรเลีย เช่น ไต้หวัน , เกาหลีใต้ และ ญี่ปุ่น รวมถึงต่อยอดความร่วมมือกับพันธมิตรรายเดิม โดยบริษัทตั้งเป้าภายในปี 68 กำลังการผลิตจะเพิ่มขึ้นเป็น 10,000 MW


นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า(ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ขณะนี้ แนะนำ“ซื้อ” ราคาเหมาะสมที่ 74 บาท พร้อมคาดเงินปันผลทั้งปี 2564 ที่ 2.40 บาทต่อหุ้น หรือให้ผลตอบแทนราว 4.6% โดยเรายังคงประมาณการกำไรปกติปี 2564 ที่ 6,045 ล้านบาท ลดลง 1% จากปีก่อน จาก 1.รับรู้ส่วนแบ่งทางกำไรของโรงไฟฟ้านวนคร ส่วนขยาย (60MW หรือ 24MWe) เต็มปีเป็นปีแรก


2.เริ่มรับรู้รายได้โรงไฟฟ้าพลังงานลม Collector ขนาด 227MW (227MWe) ตั้งแต่ไตรมาส 1/64 เป็นต้นไป 3.เริ่มรับรู้รายได้โรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซ Riau ขนาด 296MW (145MWe) ตั้งแต่ไตรมาส 2/64 เป็นต้นไป 4.เริ่มรับรู้รายได้โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ โครงการ Fangchenggang II ขนาด 2,360MW (236MWe) คาด COD ในปี 2564 และ 5.โรงไฟฟ้าพลังงานลม Yandin (214MW หรือ 150MWe) คาดเริ่มรับรู้รายได้ในไตรมาส 1/64 และมีโอกาสปรับประมาณการปี 2564 ขึ้นหาก EAF ของโรงไฟฟ้าหงสาดีกว่าที่เราคาดที่ 80%






BPP กำไรปี 63 โต 25%

และสุดท้าย BPP ผลการดำเนินงานปี 63 มีกำไร 3,702.48 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% จากปี 62 ที่มีกำไร 2,968.93 ล้านบาท หรือ 0.97 บาทต่อหุ้น โดยสาเหตุที่กำไรเพิ่มขึ้น เนื่องจากผลการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมในจีนดีขึ้นกว่าปีก่อน รวมถึงการได้รับมาตรการช่วยเหลือจากทางการจีน เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และการดำเนินมาตรการรูปแบบการจัดหาถ่านหินแบบรวมศูนย์ และการเพิ่มขึ้นของส่วนแบ่งกำไรจากการร่วมค้าของโรงไฟฟ้า HPC จากการรับรู้รายได้ค่าเคลมเงินประกันความเสียหายจากเหตุการณ์ภัยธรรมชาติเมื่อปี 62 และ 63


สำหรับในปี 64 ยังคงเดินหน้าก่อสร้างโครงการต่างๆ ให้แล้วเสร็จตามแผน ประกอบไปด้วย โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ Kessennuma และ Shirakawa ประเทศญี่ปุ่น และโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม Vin Chau ระยะ 1 ในประเทศเวียดนามให้สามารถจ่ายไฟเชิงพาณิชย์ได้ตามแผน


นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ขณะนี้แนะนำ`ซื้อ` ราคาเหมาะสมที่ 21.20 บาท โดยราคาดังกล่าวยังคงมี Upside หากมีการทำ M&A โครงการโรงไฟฟ้าเพิ่มเติมตามแผนเพิ่มกำลังผลิตระยะยาวของบริษัทฯ โดยคาดจะมีความชัดเจนในปี 2564


ทั้งนี้คงประมาณการกำไรปกติปี 2564 ที่ 3,912 ล้านบาท เติบโต 5.3%จากปีก่อน ได้แรงหนุนจาก 1.รับรู้รายได้เต็มปีจากโครงการ Solar Farm ในญี่ปุ่นที่ COD ในปี 2563 2.รับรู้รายได้เต็มปีจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในเวียดนามที่มีการเข้าซื้อในช่วงไตรมาส 3/63 (18.8MWe)


3.การดำเนินการของโรงไฟฟ้าหงสาแบบเต็มกำลังทั้งปี หลังประสบเหตุแผ่นดินไหวและปิดซ่อมบำรุงบางส่วนในปี 2562 และ 2563 ตามลำดับ และ 4.การ COD โครงการโรงไฟฟ้าต่าง ๆ เช่น SLG (396.0MWe), Soc Trang Phase 1 (15.0MWe) และ Solar Farm ในญี่ปุ่น 3 โครงการ (19.0MWe) 



 

This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”

Most Viewed
Wealth EZ
“รุ่นหนึ่งสร้าง-รุ่นสองรักษา-รุ่นสามทำลาย” !!!
Updated 1 day ago
Stock of the Day
จับตาวิกฤตตะวันออกกลาง ซาอุฯ ปิดท่อส่งน้ำมันดันราคาพุ่ง ชู PTTEP เด่นรับอานิสงส์น้ำมันดิบ กบง. ขยายเวลาตรึงดีเซลกดดันโรงกลั่น
Updated 11 hours ago
Stock of the Day
เรากำลังแข่งกันสร้าง “พระเจ้า” แต่เราแน่ใจแล้วหรือว่าจะเป็น “พระเจ้าผู้ทรงเมตตา”? ความกังวลที่ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่เพิ่งเริ่มเป็นที่รับรู้
Updated 10 hours ago
Fun of Funds
“Fund of Property fund - Thai” โอกาสลงทุนรับ “ปันผลดี-สม่ำเสมอ” ง่ายๆ ผ่าน “กองทุนรวม” !!!
Updated 4 hours ago
News Highlight
“Hummix” เปิดตัว AI Low-Code ออกแบบเพื่อธุรกิจไทย เชื่อม “AI-ข้อมูล-ระบบ” สู่การทำงานจริง รองรับองค์กรทุกขนาด
Updated 9 hours ago
Follow Us