จับตา! หุ้นไทยจะหลุด 1,600 จุดหรือไม่ ? หลังเปิดตลาดช่วงเช้าดัชนีดิ่งแตะ 1,603 จุด รับข่าว “เจอโรม พาวเวล” ส่งซิกขึ้นดอกเบี้ยเกินคาด
ความเคลื่อนไหวดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้ ( 8 มี.ค.66 ) เปิดตลาดซื้อขายในช่วงเช้าดัชนีปรับตัวลดลงไปจุดต่ำสุดที่ 1,603 จุด ลดลงไปกว่า 15.20 จุด โดยตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงตามตลาดหุ้นในกลุ่มภูมิภาค และตลาดหุ้นดาวโจนส์ปรับตัวลดลงไปกว่า 500 จุด
โดยปัจจัยดังกล่าวส่งผลมาจากการที่ นายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ กล่าวว่าอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐมีแนวโน้มจะสูงขึ้นมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ เพราะเนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจออกมาแข็งแกร่งเกินคาด ซึ่งบ่งชี้ได้ว่าแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยมีโอกาสที่จะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่หลายฝ่ายประเมิน
[มุมมองลบต่อถ้อยแถลงโพเวล]
นักวิเคราะห์บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า มุมมองลบต่อถ้อยแถลงโพเวล วานนี้ถ้อยแถลงของนายเจอโรม โพเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่ได้แถลงต่อสภาสูง บ่งชี้ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯในช่วงระยะสั้นเริ่มออกมาร้อนแรงกว่าที่ประเมินไว้ ซึ่งหากตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในช่วงถัดไปยังทยอยออกมาแข็งแกร่งต่อเนื่อง อาจจำเป็นจะต้องดำเนินนโยบายทางการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นเพื่อสกัดปัญหาเงินเฟ้อ จุดนี้ทำให้ตลาดมีความกังวลต่อแนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐฯมีโอกาสจะเร่งตัวขึ้นมากกว่าที่ตลาดเคยประเมินไว้
โดยล่าสุด FED WatchTool ให้โอกาสการประชุม FED เดือนมีนาคม จะขึ้นดอกเบี้ย +0.5% สูงกว่าคาดเดิมที่ +0.25% ประเด็นนี้ส่งผลให้ แนวโน้ม Dollar Index กลับมาแข็งค่าทะลุระดับ 105 จุด อีกครั้ง ส่วนค่าเงินบาทกลับมาอ่อนค่าทดสอบระดับ 35 บาทต่อดอลล่าร์ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯอายุ 2 ปี ดีดขึ้นเข้าใกล้ระดับ 5% สูงสุดในรอบ 15 ปี เป็นปัจจัยที่กดดันกระแสเงินทุนไหลออก และเป็นโมเมนตัมเชิงลบต่อตลาดสินทรัพย์เสี่ยง
ทั้งนี้ปัจจัยดอกเบี้ยสหรัฐฯยังคงสร้างแรงกดดันต่อกระแสเงินทุนไหลออก ส่งผลให้ SET ในระยะสั้นยังคงแกว่งผันผวน ดังนั้นจึงแนะจับตาการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในช่วงถัดไป เช่น การจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ วันที่ 10 มีนาคม และ เงินเฟ้อสหรัฐฯ วันที่ 14 มีนาคม ซึ่งน่าจะมีนัยสำคัญต่อการตัดสินใจของ FED ส่วนวันนี้คาด SET ย่อตัว โดยประเมินแนวรับสำคัญที่บริเวณ 1,600 จุด
ขณะที่นักวิเคราะห์บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า การแถลงของประธานเฟดต่อ คณะกรรมาธิการการธนาคารวุฒิสภาช่วงคืนวานนี้ กลับสะท้อนมุมมองตึงตัวกว่าตลาดคาดส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงเฉลี่ย -1.43% โดยโดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
1.การรายงานตัวเลขทางเศรษฐกิจทั้งเงินเฟ้อ, ภาคการจ้างงาน, การบริโภค และการเติบโตของภาคบริการในช่วงที่ ผ่านมา สูงกว่าที่เฟดประเมินไว้ในการ ประชุม FOMC เดือน ธ.ค. 65 เป็นผลให้เฟดมีแนวโน้มปรับเพิ่มคาดการณ์จุดพีคของดอกเบี้ยนโยบายปี 2566
2.ธนาคารกลางพร้อมปรับทิศทางการดำาเนินนโยบาย การเงินที่ตึงตัวมากขึ้นซึ่งในมุมมองของเราอาจเป็นทั้งการเพิ่มอัตราการขึ้นดอกเบี้ยและ/หรือการคงดอกเบี้ยปลายทางในกรอบเวลาที่นานขึ้น และ 3. การดำเนินนโยบายการเงินที่ตึงตัวอาจส่งผลให้เศรษฐกิจได้รับผลกระทบมากกว่าคาด
ส่วนนักวิเคราะห์บล.กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ประธานเฟดส่งสัญญาณเร่งขึ้นดอกเบี้ยกดเงินเฟ้อลงสู่กรอบเป้าหมาย: โดยมองว่า ศก. สหรัฐมีความแข็งแกร่งมากกว่าที่เคยประเมินไว้ ทำให้เฟดจะต้องคุมเข้มนโยบายการเงินต่อไป และเป็นไปได้ที่เฟดอาจจะต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งเพื่อควบคุมให้อัตราเงินเฟ้อลดลงสู่กรอบเป้าหมายที่ระดับ 2%
ขณะที่บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ประธานเฟดส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยสูงขึ้นและอาจยาวนานกว่าคาด เพื่อสกัดให้เงินเฟ้อเข้าสู่กรอบเป้าหมายที่ 2% หลังตัวเลขเศรษฐกิจยังคงแข็งแกร่ง โดยถ้อยแถลงที่ออกมาค่อนข้าง Surprise กดดันเงินไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างค่าเงินดอลลาร์ ขณะที่ Bond Yield สหรัฐฯ พุ่งสูงขานรับดอกเบี้ยขาขึ้น ซึ่งปัจจัยดังกล่าวอาจกดดันให้ตลาดหุ้นซึมลงไปอีกระยะหนึ่ง
โดยถ้อยแถลงของประธานเฟดสร้างความกังวลว่าอาจเห็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายที่แรงกว่าคาด และคงไว้ที่ระดับสูงนานขึ้น เพื่อกดดันเงินเฟ้อให้ลงมาอยู่ในกรอบ ขณะที่ภาวะ Inverted Yield Curve ของพันธบัตร 10 ปี กับ 2 ปี ในสหรัฐติดลบมากถึง 1.03% สูงสุดในรอบ 42 ปี ภาวะแวดล้อมดังกล่าวสร้างแรงกดดัตต่อตลาดหุ้นสหรัฐ ให้ปรับลดลงแรง และน่าจะสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นไทยในเช้าวันนี้
