Official Update :

เปิดรายชื่อ! 6 หุ้น Defensive หลุมหลบภัย…รับมือตลาดผันผวน

ในช่วงที่ตลาดหุ้นผันผวนแบบนี้ โดยดัชนีปรับตัวลดลงอย่างร้อนแรง หุ้น Defensive จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของนักลงทุน ดังนั้น Wealthy Thai จึงได้รวบรวบหุ้น Defensive มาฝากนักลงทุน ผ่านการประเมินของนักวิเคราะห์ชั้นนำในประเทศไทย ซึ่งจะมีหุ้นตัวไหนบ้าง และทิศทางการเติบโตจะเป็นอย่างไร บทความนี้มีคำตอบแล้ว


หากถอดการประเมินจากนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า หุ้นกลุ่ม Defensive ช่วงดัชนีผันผวน ประกอบด้วย BEM, BDMS, BCH, INTUCH, ADVANC เช่นเดียวกันกับนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในภาวะที่ปัจจัยแวดล้อมยังดูมีความไม่แน่นอน หุ้นกลุ่ม Defensive กลับมามีความน่าสนใจ สะท้อนผ่านราคาหุ้นที่ค่อนข้างแข็งแกร่งกว่าตลาด ชอบ ADVANC, INTUCH, BDMS, BH


ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานของทั้ง 6 หุ้นดังกล่าวนั้น เริ่มกันที่ BEM มุมมองนักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) คงคาดการณ์กำไรปกติปี 66 จะทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 3.7 พันล้านบาท โต 50%จากปีก่อน เนื่องจากการรับรู้ผลบวกเต็มที่จากการเปิดสายสีน้ำเงินเต็มวง และค่าเสื่อมทางด่วน sector A, B, C ที่รับรู้หมดในไตรมาส 1/63 ทำให้มองว่าแนวโน้มกำไรปกติปี 66 จะสามารถทำสถิติสูงมากกว่าก่อนปี COVID-19 ได้


สำหรับไตรมาส 1/66 ประเมินผลการดำเนินงานจะขยายตัวสูงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาสก่อนตามการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวและค่าใช้จ่ายอ่อนตัวตามฤดูกาล คงแนะนำ “ซื้อ” และราคาเป้าหมาย 10.80 บาท แม้จะมี noise จากการลงนามสัญญาสายสีส้มที่อาจล่าช้าจากประเด็นฟ้องร้อง แต่ปัจจัยดังกล่าวไม่กระทบประมาณการ


ขณะที่ INTUCH นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 84 บาท โดยคาดกำไรปี 66 จะเติบโต 2% ซึ่งปัจจัยสนับสนุนหลักๆ มาจากส่วนแบ่งกำไรของ ADVANC ที่คาดจะเติบโตราว 7%จากปีก่อน ประกอบกับ INTUCH เปลี่ยนนโยบายจ่ายเงินปันผลเป็น 100% ของกำไรของงบเฉพาะกิจการ ทำให้ Div. Yield เพิ่มสูงขึ้น


ต่อมา ADVANC นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ด้านปัจจัยพื้นฐานยังคงคาดกำไรปกติปี 66 บนธุรกิจเดิมจะฟื้นตัว 9% เป็น 2.88 หมื่นล้านบาท ตามแนวโน้มการแข่งขันด้านราคาที่จะค่อยๆ ลดลง จึงคาดรายได้กลุ่มบริการมือถือปี 66 จะโต 4% ขณะที่ผลบวกจากการคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นผสานกับผลบวกจากค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์ 3G ที่จะลดลง ส่งให้คงคาดอัตราทำกำไรจะค่อยๆดีขึ้น


ดังนั้นคงแนะนำ “ซื้อ” และเลือกเป็นหุ้นเด่น ด้วยราคาเป้าหมายปี 66 ที่ 252 บาท ชอบที่ระยะยาวได้ประโยชน์จากการแข่งขันราคาของกลุ่มนี้ที่จะสมเหตุสมผลขึ้น คาดเห็นผลประโยชน์จาก New S-curve มากขึ้นทั้งธุรกิจบรอดแบรนด์  , ธุรกิจบริการลูกค้าองค์กร นอกจากนั้น โอกาสเกิด upside สูงหากมีการตัดสินใจทำ Asset monetization จากโครงข่ายเสาและสายสัญญาณที่เป็นเจ้าของอยู่ ในขณะเดียวกัน ADVANC ก็ยังคงให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลที่สม่ำเสมอ 3-4% ต่อปี


BDMS มุมมองนักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 36 บาท โดยยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 66 ที่ 13,232 ล้านบาท เติบโต 5% จากปีก่อน จากการขยายฐานลูกค้าต่างประเทศเพิ่มจากประเทศบังกาลเทศ และซาอุฯ ส่วนลูกค้าในประเทศมาจากการขยายตลาดประกันสังคม และผู้สูงอายุ


สำหรับตลาดทั้งสองนี้จะเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการให้กับโรงพยาบาล ทำให้สามารถรักษาอัตราการครองเตียงไว้ในระดับสูงได้ ซึ่งยังคงมองว่าบริษัทจะเป็นหนึ่งในผู้ได้รับผลประโยชน์จาก medical tourism อย่างต่อเนื่อง โดยสัดส่วนชาวต่างชาติอยู่ที่ 24% ซึ่งกำลังกลับเข้าสู่ระดับช่วงก่อนโควิดที่ 30% ในปัจจุบันมีผู้ป่วยต่างชาติที่สนใจมารักษาอยู่เป็นจำนวนมาก ในด้าน valuation มองว่าน่าสนใจ เนื่องจากรายได้ organic เติบโตดีมากกว่าช่วงก่อนโควิด แม้จะมีการเติบโตของกำไรไม่สูงมากหนัก จากฐานที่สูง


BCH นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายปี 2566 ที่ 23.60 บาท โดยรายได้กลุ่ม non-COVID คาดกลับมาสู่สภาวะปกติและคนไข้ต่างชาติเริ่มกลับมารับบริการเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้รายได้จะกลับสู่ระดับ Pre-COVID อย่างไรก็ดี การควบคุมค่าใช้จ่ายและการเพิ่มศูนย์การแพทย์ ส่งผลให้รายได้และกำไรจะมีการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ


ทั้งนี้รายได้และกำไรปี 2566 คาดว่าจะมาจากการเติบโตของกลุ่มคนไข้ต่างชาติ โดยมีกลุ่มลูกค้าใหม่ที่จะมาเพิ่มฐานรายได้ ได้แก่ ซาอุดิอาระเบีย ลิเบีย และ CLMV พร้อมกับฐานคนไข้ประกันสังคมที่ทะลุ 1 ล้านราย


โดยปัจจุบันมีจำนวนผู้ผู้ประกันตนในระบบนับเป็นเพียง 66% ของ Quota จากค่าเฉลี่ยในอดีตที่มีจำนวนผู้ประกันตนราว 80% ของ Quota อย่างไรก็ตามยังคงคาดการณ์รายได้ปี 2566 ที่ 1.4 หมื่นล้านบาท และกำไรสุทธิที่ 2.03 พันล้านบาท ลดลงจากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 3.03 พันล้านบาท


สุดท้าย BH นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย  260 บาท โดย ผู้บริหารตั้งเป้าปี 66 จำนวนผู้ป่วยยังเติบโต 8% ราคาเฉลี่ยปรับขึ้น 4.6% มองว่า pent-up demand ของผู้ป่วยต่างชาติมีต่อเนื่องตลอดปีนี้ โดยผู้บริหารมั่นใจว่ารายได้ไตรมาส 1/66 จะเติบโตในระดับสองหลัก ฝ่ายวิจัยจึงประเมินกำไรไตรมาส 1/66 โตเกิน 30%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะคาดกำไรปี 66 จะเติบโตราว 20%จากปีก่อน


ณัฐภูมินทร์ ทวีทรัพย์

Senior Content Creator