Official Update :

เอาใจสายย่อ 5 หุ้นใหญ่ก้มต่ำ กับราคาวิบวับที่น่าลงทุน

ธีมการลงทุนในช่วงนี้นักลงทุนคงจะมองหา และสงสัยให้ฉุกคิดว่าจะลงทุนในหุ้นกลุ่มไหนดี เพื่อให้ได้ผลตอบแทนในระดับที่ตัวเองพอใจ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมากลุ่มหุ้นธีมวัคซีนที่ได้รับประโยชน์จากการมาของวัคซีนก็ปรับเพิ่มขึ้นไปรอรับข่าวกันเรียบร้อยร้อยแล้ว โดยเฉพาะในกลุ่มโรงแรม และการท่องเที่ยว ที่ราคาหุ้นอาจจะทะยานเกินความเป็นจริง ไม่สะท้อนต่อผลประกอบการที่จะออกมา


รวมถึงในกลุ่มหุ้นแถวสองแถวสามของกลุ่มโรงแรมและกลุ่มท่องเที่ยวก็หนีไม่พ้นที่นักลงทุนส่วนใหญ่คงจะเข้าไปเก็งกำไรกันพอสมควรแล้ว ประกอบกับผลต่อมาของวัคซีนโควิดก็ทำให้กลุ่มหุ้นอุปโภค บริโภคในประเทศเริ่มจะฟื้นตัว เพราะการปิดห้างร้านอาหารต่างๆเริ่มคลายล็อกกันมากขึ้น จึงทำให้หุ้นในกลุ่มอุปโภคบริโภคก็ทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้นไปรับข่าวดีกันแล้ว


ขณะเดียวกันไม่เว้นแม้แต่ธีมหุ้นในกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์จากการที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาอนุมัติให้ผู้ที่มีความพร้อมเตรียมเข้ามาขอปลูกพืชสมุนไพรอย่างกัญชงได้แล้ว จึงส่งผลให้หุ้นที่วางแผนว่าจะมีผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับกัญชงกระโดดขึ้นตอบรับข่าวไปแล้วทั้งที่ยังไม่ได้เริ่มเห็นสินค้า เช่นกลุ่มเครื่องดื่ม กลุ่มเครื่องสำอางและกลุ่มผู้ผลิตแบบOEM


อย่างไรก็ตามวันนี้ Wealthy Thai ยังมีกลุ่มธีมหุ้นที่หามาให้กับนักลงทุนที่เป็นแฟนเพจ ลองคิดวิเคราะห์แยกแยะ และหาข้อมูลก่อนลงทุนเพื่อเป็นทางเลือกให้กับนักลงทุนก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน โดยธีมหุ้นในกลุ่มนี้เป็นหุ้นที่ปรับตัวขึ้นน้อยกว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ แต่ยังมีปัจจัยบวกเฉพาะตัวรวมถึงโอกาสในการเติบโตในอนาคต หรือไม่เว้นแม้กระทั่งเป็นที่อยู่นอกสายตา แต่ให้อัตราเงินปันผลในระดับ ซึ่งได้เลือกมา 5 หุ้น โดยจะมีหุ้นอะไรบ้างนั้น Wealthy Thai จะเล่าให้ฟัง


สำหรับกลุ่มหุ้นน่าสนใจได้แก่ 1. STGT หุ้นถุงมือย่างยักษ์ใหญ่ระดับโลก ราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันราคาหุ้นติดลบไปกว่า 47% แต่ยังมีปัจจัยบวกที่ช่วยปิดความเสี่ยงต่อ downside จำกัด คือการที่มีปันผลในระดับสูง ขณะที่เบอร์ 2 อย่าง PTT เป็นหุ้นใหญ่ที่ราคาหุ้นยังร่วงจากต้นปีจนถึงปัจจุบันกว่า 5.88% หลายคนคงจะสงสัยว่าระดับหุ้นอย่าง PTT แล้วทำไมราคาหุ้นถึงไม่ขึ้นซักที ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่กองทุนทั้งไทยและต่างประเทศปรับพอร์ตลงทุนของหุ้นในกลุ่มปตท.เพราะด้วยเหตุผลที่มี OR เข้ามาในตลาด


3.BEM ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ ขณะนี้หุ้นน่าจะกลับเริ่มมาอยู่ในจอเรดาร์ความสนใจของเหล่านักลงทุน เพราะด้วยการเดินทางในประเทศไทยเริ่มกลับมาเป็นปกติ คนเริ่มกลับมาทำงานที่ออฟฟิส การใช้ทางด่วน และรถไฟฟ้าจึงเพิ่มขึ้น หรือ 4. BDMS หรือโรงพยาบาลกรุงเทพฯ เป็นหุ้นในกลุ่มโรงพยาบาลที่ถูกนักลงทุนขายชอร์ตมากที่สุดตัวหนึ่ง เพราะขณะนี้ยังคงรอปัจจัยบวกจากผู้ป่วยต่างชาติที่จะกลับเข้าไทย เพราะหลายประเทศทั่วโลกเริ่มมีการฉีดวัคซีนกันไปบ้างแล้ว และ5.บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO เป็นหุ้นใหญ่อีกหนึ่งตัวที่ถึงแม้จะมีข่าวผลประกอบการที่ดี และมีกำลังผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ราคาหุ้นยังไม่ไปไหนซักที ซึ่งตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันราคาหุ้นติดลบ 10.39%


เบื้องต้นได้เกริ่นกันไปบ้างแล้วถึงสาเหตุที่มาที่ไปว่าทำไมหุ้นในแต่ละตัวนั้นราคาตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันถึงได้ปรับตัวลดลงไปขนาดนั้น ในลำดับถัดไปเราจะพานักลงทุนมาส่องแนวโน้มอนาคตกันว่าในทิศทางพื้นฐานจะเป็นอย่างไร และราคาหุ้นจะไปในทิศทางไหน



STGT เข้าสะสมเพื่อรับปันผล

บทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึงกรณีที่เกิดเหตุเพลิงไหม้โรงงานถุงมือยางที่สุราษฏร์ธานี (SR2) ผลกระทบจำกัดเพราะกระทบต่ำกว่า 1% ของกำลังการผลิตรวมทั้งปี และบริษัทสามารถเพิ่มกำลังการผลิตในส่วนโรงงานอื่นเพื่อให้ยังรักษาเป้าหมายการผลิตที่ 32,000 ล้านชิ้น/ปีได้


ส่วนการบันทึกบัญชีคาดว่า STGT จะบันทึกค่าใช้จ่ายพิเศษจากความเสียหายก่อนใน 1Q64 ที่ราว 50 -  100 ลบ. แทบไม่มีนัยยะเมื่อเทียบกับกำไรที่คาดว่าจะสูงถึง 9,500 - 10,000 ลบ. ใน 1Q64 แต่หลังจากนั้นหากได้รับเงินเคลมประกันจะรับรู้กลับรายการเป็นกำไรพิเศษ


ทั้งนี้หากราคาหุ้นปรับตัวลงจากประเด็นดังกล่าวเป็นโอกาสสะสม เนื่องจากผลกระทบจำกัดมาก เรายังคงประมาณการกำไรปี 2564 ที่ 25,572 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 77% จากปีก่อน และมีโอกาสปรับประมาณการขึ้น ประกอบกับมีเงินปันผลสูงช่วยจำกัด Downside risk เรายังคงชอบ STGT แนะนำ “ซื้อ” ราคา 53 บาท



PTT ก๊าซธรรมชาติหนุนราคาหุ้น

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า ในปี 64 ผลการดำเนินงานธุรกิจก๊าซมีแนวโน้มปรับตัว หนุนโดยการฟื้นตัวของอุปสงค์และอัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงแยกก๊าซ รวมทั้งอัตรากำไรที่เพิ่มขึ้น สำหรับความคืบหน้าเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายก๊าซจากโครงการบงกชและโครงการเอราวัณกับ PTTEP ปัจจุบันเห็นชอบในหลักการร่วมกันแล้วและคาดว่าจะลงนามได้ภายในกลางปี 64


สำหรับคำแนะนำพื้นฐานมองว่า แนวโน้มการเติบโตของกำไรปี 64 คาดว่าจะเป็นปัจจัยหนุนราคาหุ้นได้ต่อไป นอกจากนั้นการลงทุนใหม่ต่างๆ จะหนุนการเติบโตของกำไรในระยะยาว มูลค่าหุ้นปัจจุบันยังคงอยู่ในระดับที่น่าสนใจ และอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลปี 64 ที่ 4.9% เราจึงยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 55 บาท



BEM รถไฟฟ้ามาแล้วนะเธอ

บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด โดยในปี 64 ในเบื้องต้นผู้บริหารมองว่าอยากจะรักษาอัตราการจ่ายปันผลในระดับสูงนี้ต่อ ซึ่งจากแผนเงินลงทุนที่ไม่มากปีนี้หลักร้อยล้านบาท และจำนวนผู้ใช้บริการฟื้นต่อเนื่อง เราเชื่อว่าแนวทางนี้น่าจะเป็นไปได้ต่อเนื่องในปีนี้


ขณะเดียวกันผู้บริหาร เผยว่า จำนวนผู้ใช้บริการในเดือน ก.พ. ฟื้นจาก ม.ค. อย่างต่อเนื่อง โดยในเดือน ม.ค. รถบนทางด่วน 8 แสนคัน/ วัน ผู้ใช้รถไฟฟ้า 1.5 แสนเที่ยว/ วัน ซึ่งจะเห็นว่า สูงกว่าจุดแย่สุดในปี 2563 คือเดือน เม.ย. ถึง 36% และ 92% ตามลำดับ สะท้อนว่าผลกระทบการแพร่ระบาดรอบ 2 นั้นไม่รุนแรงเท่าครั้งแรกอย่างชัดเจน


ดังนั้นการฟื้นตัวของกำไรจึงคาดหวังได้ เราคาดกำไรปีนี้ 2.9 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 45.4% จากปีก่อน บนสมมติฐานตามเดิม รถบนทางด่วนฟื้น 10% และ ผู้ใช้รถไฟฟ้าฟื้น30% ได้ราคาเหมาะสม DCF ปรับปรุงลงเล็กน้อย 1% เป็น 12.90 บาท/ หุ้น จากฐานผู้ใช้บริการปี 2563 ที่ต่ำกว่าคาด



BDMS คุณหมอรอรักษา

บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด คาดผลประกอบการจะกลับมาเติบโตในปี 2564 จากสถานการณ์ COVID-19 ที่คาดจะคลี่คลายในทางที่ดีขึ้น หลังจากวัคซีนที่เริ่มใช้แล้วในหลายประเทศ  เราคาดว่าสถานการณ์จะเริ่มกลับสู่ภาวะปกติในครึ่งหลังปี 64 


อย่างไรก็ตามเรามีการประมาณการอนุรักษณ์นิยมมากขึ้น สะท้อนปัจจัยเสี่ยงจากการฟื้นตัวของผู้ป่วยต่างชาติที่ช้ากว่าที่เราคาดไว้ โดยปรับกำไรสุทธิในปี 64 ลดลงจากเดิม  15% เหลือ 8,034 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33% จากปีก่อน ซึ่งจากการปรับสมมุติฐานรายได้ลดลงจากเดิม 6% เหลือ 74,380 ล้านบาท


มองว่าผลประกอบการจะฟื้นตัวจากฐานที่ต่ำ ด้านประสิทธิภาพในการทำกำไรคาดดีขึ้นจากผลของรายได้ที่เพิ่มและผลบวกจากนโยบายควบคุมต้นทุนตั้งแต่ปีก่อน ซึ่งบริษัทลดค่าใช้จ่ายไปกว่า 3.5 พันล้านบาท  ส่งผลบวกเต็มปีในปีนี้ขณะที่ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมที่ลดลงหลังจากการตัดขายหุ้น BH ออกไป คาดว่าจะถูกชดเชยบางส่วนจากดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลง  


ดังนั้นผลประกอบการผ่านจุดที่แย่สุดไปแล้ว และจะกลับเข้าสู่จะกลับเข้าสู่วัฏจักรของการเก็บเกี่ยวกำไรอีกครั้ง  โดยปี 2564 ฟื้นตัวโดดเด่นจากฐานที่ต่ำ ระยะยาววางกลยุทธ์ในการขยายฐานลูกค้าประกันสุขภาพ เป้าหมายรายได้จากสัดส่วน 32% ของ ในปี 2563 เป็น 40% ในปี 2566 และบริษัทผ่านช่วงลงทุนขนาดใหญ่ไปแล้ว ทั้งนี้ปรับมูลค่าพื้นฐาน ในปี 2564 ซึ่งอิงวิธี DCF จากเดิมที่ 24.30 บาท เป็น 23.40 สะท้อนการปรับลดประมาณการกำไร  แต่มีการปรับสมมติฐาน Risk Market จากเดิมที่ 10% เหลือ 9% ส่วนลด WACC ปรับลดลงจากเดิมที่ 7% เหลือ 6.5%    



EGCO “โรงไฟฟ้าพาร์จู” จะพาขึ้นเด้ง

โดยบริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด มองว่า EGCO จะมีกำไรจากธุรกิจหลักดีขึ้นในช่วงไตรมาส1/64 จากโรงไฟฟ้า Paju ที่คาดว่าจะมีอุปสงค์มากขึ้นจากอากาศที่หนาวเย็นพร้อมทั้งราคา LNG ที่ปรับตัวลงจากช่วง ธ.ค.63 ทั้งนี้ โดยปกติไตรมาส1/64 จะเป็นช่วงไฮซีซั่นสำหรับ โรงไฟฟ้า IPP ในไทย โดยแนะนำให้ “ซื้อ” ECGO ด้วยมูลค่าเหมาะสม 282 บาท (DCF ด้วย WACC 4%) โดยมีปัจจัยเสี่ยงเชิงลบได้แก่ ความเสถียรในการผลิตพลังงานไฟฟ้า ความล่าช้า และค่าใช้จ่ายในโครงการต่างๆ บานปลาย



Maratronman

เดินทางสู่โลกใหม่ ค้นหาสิ่งใหม่ นำเสนอมุมใหม่ กับเรื่องราวใหม่

Most Viewed
Fun of Funds
“M-MIDSMALL-A” เฟ้นหุ้นไทย “ไซส์กลาง-เล็ก”... ตอบโจทย์ “ความมั่งคั่ง” ระยะยาว !!!
Updated 18 hours ago
Sustainability
“การปรับปรุงหลักเกณฑ์” ครั้งนี้… ช่วยเพิ่ม “ขีดความสามารถทางการแข่งขัน” ให้ภาคธุรกิจไทย !!!
Updated 11 hours ago
Wealth EZ
“บริหารเงินก้อน” ยามเกษียณอย่างไรดี?
Updated 12 hours from now
Fund Move
“หุ้นอินโดนีเซีย” (IDX) ปีนี้ดิ่งหนัก -40.18%!...หลัง “MSCI” ไม่ปลื้ม จ่อถอดออกจาก “ดัชนีหุ้นโลก” กด “กองหุ้นอินโดฯ” ติดลบเฉลี่ย -23.46%
Updated 1 day ago
News Highlight
GULF สานต่อภารกิจกองทุน 100 ลบ. ยืนหยัดเคียงข้างผู้เสียสละเพื่อชาติ เยี่ยมให้กำลังใจพร้อมมอบเงิน 2 ลบ. ช่วยเหลือทหารบาดเจ็บจากการปกป้องอธิปไตย
Updated 1 day ago
Follow Us